น้ำผึ้ง

น้ำผึ้ง ประโยชน์ของน้ำผึ้ง

 

นักวิทยาศาสตร์คาดว่าน้ำผึ้งมีคุณลักษณะสำหรับในการต่อต้านแบคทีเรีย เพราะมีสารบางประเภทที่บางทีอาจสามารถฆ่าเชื้อโรคแบคทีเรียและเชื้อรา ทำให้แม้ระหว่างการผลิต น้ำผึ้งจะเจือปนด้วยเชื้อโรคจากตัวผึ้ง ต้นพืช และฝุ่น แต่คุณสมบัติในการต้านเชื้อโรคก็ทำให้มั่นใจได้ว่าสารอินทรีย์ส่วนใหญ่ที่เจือปนจะไม่อาจอยู่รอดหรือสืบพันธ์ุจนเพิ่มจำนวนขึ้นใหม่ได้

 

นอกจากนี้ ยังเชื่อว่าน้ำผึ้งอาจมีคุณประโยชน์ในด้านการให้สารอาหาร เร่งให้แผลสมานตัวเร็วขึ้้น ช่วยรักษาความชุ่มชื้นและทำให้ผ้าพันแผลไม่ติดแน่นไปกับแผลหากทาลงบนผิวหนัง และฯลฯ คุณประโยชน์ที่ได้รับมาจากน้ำผึ้งที่เคยได้ยินมานั้นสามารถเชื่อถือได้มากมายน้อยแค่ไหน ฐานข้อมูลที่ครอบคลุมเกี่ยวกับการแพทย์ทางธรรมชาติ (Natural Medicines Comprehensive Database) ที่มีการแบ่งระดับความน่าเชื่อถือของการใช้การดูแลและรักษาทางเลือกจากธรรมชาติเป็น 7 ระดับ คือ เห็นผล (Effective) น่าจะได้ผล (Likely Effective) บางทีอาจเห็นผล (Possibly Effective) บางทีอาจไม่เป็นผล (Possibly Ineffective) น่าจะไม่ได้ผล (Likely Ineffective) ไม่ได้ผล (Ineffective) และยังมีหลักฐานไม่เพียงพอต่อการบ่งบอกคุณภาพ (Insufficient Evidence to Rate) ได้ระบุประสิทธิภาพในการใช้น้ำผึ้งรักษาโรคต่างๆไว้ดังนี้

 

การรักษาที่อาจได้ผล

 

แผลไหม้ มีการศึกษาพบว่าการทาน้ำผึ้งลงบนผิวหนังที่เกิดแผลไหม้นั้นอาจช่วยสำหรับการรักษาแผลได้ งานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยหนึ่งที่ชี้ถึงคุณประโยชน์ข้อนี้ของน้ำผึ้งก็คือ การทดสอบประสิทธิภาพในการรักษาแผลไหม้ของผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งเปรียบเทียบกับยาซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีน (Silver Sulfadiazene) ในคนไข้ที่มีแผลไหม้ระดับที่ 1 และระดับที่ 2 ตามร่างกายน้อยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ จำนวน 108 ราย ผลปรากฏว่าเมื่อเทียบกับกลุ่มที่ใช้ยาซิลเวอร์ซัลฟาไดอะซีน ผ้าพันแผลจุ่มน้ำผึ้งช่วยให้แผลปลอดเชื้อได้มากกว่า เพิ่มการสมานของแผล อีกทั้งช่วยลดการเกิดรอยแผลนูนรวมทั้งรอยแผลที่เกิดขึ้นจากแผลไหม้ได้ดียิ่งไปกว่าการรักษาปกติ

 

จากการศึกษาโดยเก็บข้อมูลที่ได้รับมาจากงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยทั้งหลายที่สนับสนุนว่าน้ำผึ้งที่เก็บจากพื้นที่ต่างๆมีคุณภาพในการช่วยรักษาแผล ทั้งแผลไหม้ แผลที่ผิวหนัง แผลกระเพาะอาหาร แผลเรื้อรัง และแผลทั่วไป เพราะว่าคุณลักษณะสำหรับเพื่อการสมานแผล กระตุ้นการเจริญเติบโตของเนื้อเยื่อ และลดการก่อตัวของรอยแผล โดยบอกเหตุผลว่าน้ำผึ้งบางทีอาจสามารถช่วยลดระดับของสารโพรสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ในเวลาเดียวกันก็เพิ่มไนตริกออกไซด์ (Nitric Oxide) ซึ่งสารทั้ง 2 จำพวกต่างมีหน้าที่สำคัญในกระบวนรักษาแผล ต่อต้านการอักเสบ แล้วก็ทำลายเชื้อแบคทีเรีย

 

การดูแลรักษาแผล นอกจากประสิทธิภาพสำหรับเพื่อการรักษาแผลไหม้ น้ำผึ้งยังอาจมีคุณประโยชน์ต่อการดูแลรักษาแผลอีกหลากหลายชนิด โดยการรวบรวมและวิเคราะห์งานศึกษาค้นคว้าและการวิจัยที่ศึกษาถึงประสิทธิภาพของการใช้น้ำผึ้งรักษาแผล มีข้อสรุปที่บอกว่าคุณสมบัติต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบและเชื้อแบคทีเรีย ทำให้น้ำผึ้งสามารถช่วยรักษาแผลสดหรือแผลไหม้ระดับที่ 2 ชนิดตื้นได้อย่างเทียบเท่าหรือดีกว่าการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์แผนปัจจุบัน

 

นอกจากนี้ งานศึกษาเรียนรู้วิจัยทางวิทยาศาสตร์ขนาดเล็กหลายงานที่มีการใช้น้ำผึ้งหรือผ้าพันแผลเปียกน้ำผึ้งทดสอบรักษาแผลประเภทต่างๆตัวอย่างเช่น แผลหลังการผ่าตัด แผลที่ขา แผลฝี แผลไหม้ แผลถลอกปอกเปิก แผลถูกบาด และแผลผิวหนังรอบๆที่มีการปลูกถ่ายของผิวหนัง ซึ่งดูอย่างกับว่าน้ำผึ้งบางครั้งก็อาจจะช่วยลดกลิ่นและหนองจากแผล ทำให้แผลสะอาด ลดการติดเชื้อ ลดลักษณะของการเจ็บ และทำให้แผลรักษาตัวได้เร็วยิ่งขึ้นได้ ทว่าก็มีบางรายงานที่โต้เถียงว่าการรักษาแผลด้วยน้ำผึ้งหลังจากที่ได้ใช้การดูแลและรักษาจำพวกอื่นก่อนหน้าไม่ได้เกิดผลการรักษาที่ดีเช่นกัน

 

โรคเบาหวาน งานค้นคว้าวิจัยบางงานชี้ว่าการรับประทานน้ำผึ้งทุกวันส่งผลให้ระดับน้ำตาลในเลือด ระดับคอเลสเตอรอล และน้ำหนักตัวของคนป่วยเบาหวานน้อยลงได้ ตัวอย่างเช่น การศึกษางานหนึ่งที่ใช้คนเป็นโรคเบาหวานประเภทที่ 2 ทั้งหมด 48 คน แบ่งได้ 2 กลุ่ม เป็นกลุ่มกินน้ำผึ้งตรงเวลา 8 อาทิตย์ กับกลุ่มที่ไม่ได้กินน้ำผึ้ง ข้อสรุปว่าการบริโภคน้ำผึ้งตรงเวลา 8 อาทิตย์ ช่วยทำให้น้ำหนักและก็ระดับไขมันในเลือดของผู้ป่วยโรคเบาหวานลดลงได้ แต่ในขณะเดียวกันน้ำผึ้งก็ทำให้ระดับน้ำตาลเฉลี่ยสะสมในเลือดสูงมากขึ้นเหมือนกัน ผู้ป่วยโรคเบาหวานจึงควรบริโภคอย่างระมัดระวัง

 

อาการไอ การกินน้ำผึ้งปริมาณเล็กน้อยก่อนนอนอาจช่วยลดอาการไอในเด็กที่มีอายุ 2 ปีขึ้นไป โดยงานศึกษาเรียนรู้และค้นคว้าและทำการวิจัยตรวจสอบคุณภาพของการใช้น้ำผึ้งเปรียบเทียบกับการใช้ยาแก้ไอเดกซ์โทรมันข้นอร์แฟน (Dextromethorphan) รสน้ำผึ้ง แล้วก็การไม่ใช้การรักษาใดๆกับเด็กอายุ 2-18 ปี จำนวน 105 คน การทดลองแบ่งออกเป็น 2 วันต่อเนื่องกัน วันแรกคือเมื่อมีอาการแสดงซึ่งจะไม่มีการใช้ยาใดๆและวันที่ 2 ที่จะให้รับประทานน้ำผึ้งหรือยาแก้ไอรสน้ำผึ้งก่อนนอน ไหมให้รับประทานยาใดๆปรากฏว่าผู้ปกครองของเด็กให้คะแนนความพึงพอใจต่อการใช้น้ำผึ้งสูงสุดในการช่วยลดอาการไอตอนกลางคืนและอาการนอนไม่หลับที่เกิดจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบน

 

ผลการศึกษาเรียนรู้และค้นคว้ารวมทั้งการวิจัยดังที่กล่าวถึงแล้วสอดคล้องกับอีกงานวิจัยหนึ่งที่ทำการวิจัยกับเด็กอายุ 24-60 เดือน จำนวน 139 คน ที่มีอาการไอจากการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจส่วนบนเช่นเดียวกัน โดยให้แบ่งกลุ่มรับประทานน้ำผึ้ง ยาแก้ไอเดกซ์โทรเมทอร์แฟน (Dextromethorphan) ยาแก้ไอไดเฟนไฮดรามีน (Diphenhydramine) รวมทั้งกลุ่มท้ายที่สุดรักษาตามอาการ ผลชี้ว่าการกินน้ำผึ้ง 2.5 มล.ก่อนนอนช่วยทุเลาอาการไอจากโรคติดเชื้อในระบบทางเท้าหายใจได้ดียิ่งไปกว่ายาแก้ไออีก 2 ประเภท

 

โดยสาเหตุที่น้ำผึ้งอาจช่วยบรรเทาอาการไอได้นั้น ผู้ชำนาญบางคนเชื่อว่าเป็นเพราะเหตุว่ารสหวานของน้ำผึ้งจะทำการกระตุ้นให้มีการหลั่งน้ำลาย ทำให้มีการหลั่งของมูกในทางเดินหายใจตามมาด้วย และก็ส่งผลให้ทางเดินหายใจชุ่มชื้นรวมทั้งบรรเทาอาการไอได้ในที่สุด