ปลาทะเลน้ำลึก ฉลามชุดครุยกับปลาตะเกียง

ฉลามชุดครุย (อังกฤษ: Frilled shark; ประเทศญี่ปุ่น: ラブカ) เป็นฉลามชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างประหลาดมากคล้ายปลาไหล อาศัยอยู่ในน้ำลึก 1,968 – 3,280 ฟุต

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chlamydoselachus anguineus ในอยู่ในวงศ์ Chlamydoselachidae เดิมเคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่มีรายงานพบในหลายพื้นที่ รวมทั้งในเขตน่านน้ำของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ฉลามครุยกลายเป็น “ซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต” อีกชนิดหนึ่งของโลก ด้วยเหตุว่าเชื่อว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะเลยมาตั้งแต่สมัยครีเทเชียส จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในเดือนมกราคม คริสต์ศักราช 2007 ฉลามประเภทนี้ได้สร้างความฮือฮากลายเป็นข่าวสารมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งโลก เมื่อชาวเรือคนประเทศญี่ปุ่นสามารถจับกุมอย่างที่ยังมีชีวิตได้ตัวหนึ่งในเขตน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งใกล้สวนน้ำอะวาชิมา ในเมืองชิซุโอะกะทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเมืองโตเกียว ซึ่งมั่นใจว่าปลาตัวนี้ลอยขึ้นมาเพราะว่าร่างกายอ่อนแอเพราะเหตุว่าความร้อนที่ขึ้นสูงของอุณหภูมิของน้ำ ซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานก็ตายไป2

 

มั่นใจว่าฉลามจำพวกนี้ กระจายพันธุ์อยู่ในเขตน้ำลึกใกล้ประเทศนอร์เวย์, แอฟริกาใต้, นิวซีแลนด์, ประเทศชิลี แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น มีรูปร่างเรียวยาวคลายปลาไหลหรืองูทะเล เป็นได้ว่าตำนานงูทะเลขนาดใหญ่ที่เป็นเรื่องกล่าวขานของนักเดินทางสำรวจทะเลในยุคสมัยก่อนอาจมีที่มาจากฉลามจำพวกนี้3 มีผิวสีน้ำตาลหรือเทาเข้ม มีซี่กรองเหงือก 6 คู่ สีแดงสด แล้วก็ฟูกางออกเหมือนซาลาแมนเดอร์บางชนิด ทำให้ดูแลเสมือนครุย ซึ่งมีไว้สำหรับดูดซับออกซิเจนโดยยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากว่าในทะเลลึกมีจำนวนออกซิเจนน้อยกว่าข้างบนถึงกว่าครึ่ง3 ปากกว้างเลยตำแหน่งของตา ด้านในปากมีฟันที่แตกเป็นดอกแหลมๆ3 แฉก ทำให้คาดคะเนว่าเป็นปลาที่ล่าปลาเล็กเป็นอาหารที่เก่งฉกาจชนิดหนึ่ง ความยาวเมื่อโตเต็มที่ราว 6.5 ฟุต

 

ปลาตะเกียง

ปลาตะเกียง (อังกฤษ: myctophids,กรีก: μυκτήρmyktḗr) เป็นปลาทะเลลึกเล็กมีจำนวน 246 ชนิดใน 33 สกุลและพบได้ในมหาสมุทรทั่วโลกพวกมันถูกตั้งชื่อตามความสามารถในการเรืองแสงของมัน จากการสุ่มตัวอย่างตรวจสอบปลาให้ทะเลลึกนั้นพบว่ามันมีจำนวนมากถึง 65% ของสายพันธุ์ปลาทะเลลึกทั้งหมด[2] หรือก็คือมันเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่กระจายพันธุ์นอยู่อย่างแพร่หลายและมีประชากรมากที่สุดและยังมีบทบาททางนิเวศวิทยาที่สำคัญอย่างมากในฐานะของเหยื่อของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เช่นหมึกกล้วยและเพนกวินราชาถึงแม้ว่ามันจะมีสายพันธุ์และจำนวนที่เยอะแต่กลับมีการทำประมงปลาชนิดนี้แค่ที่อ่าวโอมานและแอฟริกาใต้เท่านั้น

ปลาตะเกียงจะมีรูปร่างที่เรียวเล็กมีเกล็ดเล็กๆสีขาวปกคลุมหัวค่อนข้างกลมแล้วก็มีดวงตาทรงกลมขนาดใหญ่มีขากรรไกรขนาดเล็กที่ประกบติดกันได้ดีมีฟันชุดเล็กที่ขากรรไกรบนและล่าง มีครีบขนาดเล็กแต่บางชนิดก็มีครีบหลังที่ยาว พวกมันมีถุงลมที่เต็มไปด้วยไขมันเพื่อใช้ในสถานที่ๆมีแรงกดดันสูง

มันมีอวัยวะผลิตแสง (photophores) ซึ่งจะจัดเรียกต่างกันไปตามชนิดและเพศของพวกมันซึ่งเพศผู้จะอยู่อยู่เหนือห่างเพศเมียจะอยู่ใต้หางส่วนแบบตามชนิดก็จะมีแบบที่ใต้ท้อง, ด้านบนลำตัวหรือบนหัวบริเวณใกล้เคียงกับดวงตา ซึ่งอวัยวะผลิตแสงเหล่านี้จะผลิตแสงที่มีสีฟ้า, สีเขียวหรือสีเหลืองอ่อน2

 

ปลาตะเกียงส่วนใหญ่มักเป็นปลาขนาดเล็กราว 2 ถึง 30 ซม. (0.79 ถึง 11.81 นิ้ว) ซึ่งจำนวนมากพวกมันจะมีขนาดไม่เกินมี 15 เซนติเมตร (5.9 นิ้ว) ปลาตะเกียงที่อยู่น้ำตื้นจะมีสีผิวเป็นสีฟ้า, สีเขียวหรือสีน้ำเงิน แต่ว่าที่อยู่ในสมุทรลึกจะมีสีน้ำตาลจนกระทั่งสีดำและก็ปลาตะเกียงนั้นเป็นปลาที่มีประชาชนการเยอะแยะในสายพันธุ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง3

 

นิเวศวิทยา

โดยปกติแล้วช่วงตอนกลางวันพวกมันจะอยู่บริเวณน้ำลึกประมาณ 300 และ 1,500 เมตร (980 และ 4,920 ฟุต) แต่พอตกเย็นพวกมันจะขึ้นมาอยู่ที่บริเวณน้ำลึกระหว่าง 10 ถึง 100 เมตร (33 และ 328 ฟุต) เพื่อหลบหนีการไล่ล่าจากนักล่าอีกทั้งเพื่อมาหาของกิน ดังเช่น แพลงค์ตอน พอเริ่มเช้าพวกมันก็จะกลับลงไปที่ทะเลลึกเหมือนเดิม2

 

ความมากมายหลากหลายของรูปแบบการย้ายถิ่นเกิดขึ้นแค่กับบางชนิดเท่านั้นปลาตะเกียงที่อาศัยอยู่ลึกมากๆอาจไม่มีการโยกย้ายใดๆในขณะที่บางชนิดอาจทำเช่นนั้นเป็นระยะๆรูปแบบการย้ายนั้นอาจจะขึ้นกับช่วงอายุ, เพศและก็ฤดู

 

การเรียงตัวของอวัยวะเรืองแสง (photophores) นั้นจะแตกต่างกันตามชนิดซึ่งนั้นทำให้สื่อสารและหาคู่ผสมพันธุ์ได้ ทั้งยังพวกมันยังสามารถใช้แสงสว่างสำหรับในการหลอกตานักล่าได้ด้วยการควบคุมความสว่างของแสงสว่างนั้นให้กับสภาพแวดล้อมนั้นเอง

 

ปลาตะเกียงนั้นเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมากรวมทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารซึ่งมันจะเป็นเหยือของวาฬ, ปลาโลมา, ปลาฉลาม, นกทะเลแล้วก็อื่นๆอีกมากมายโดยธรรมดาแล้วพวกมันรับประทานแพลงค์ตอนเป็นอาหารแต่จากการเล่าเรียนสำไส้ของพวกมันได้พบว่าพวกมันกินพลาสติกหรือขยะที่มนุษย์ทิ้งลงมาในทะเลอีกด้วย4

 

การสำรวจ

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ทหารได้มีการสำรวจทะเลลึกผ่านคลื่นโซนาร์จึงได้เจอกลุ่มของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ระดับความลึก 300-500 เมตรซึ่งนั้นก็คือฝูงของปลาตะเกียงซึ่งมาพวกมันกำลังจะมากินแพลงค์ตอนในเวลาเย็น5

 

จากการสำรวจชนิดและสายพันธุ์ปลาทะเลลึกพบว่าพวกมันนั้นเป็น 65% ของชนิดสายพันธุ์ปลาทะเลลึกทั้งหมดที่ค้นพบ2จึงทำให้กล่าวได้ว่ามันเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีการกระจายพันธุ์ได้แพร่หลายในสถานที่ต่างๆมากที่สุดซึ่งน้ำหนักโดยรวมของการประมงซึ่งสามารถจับปลาชนิดนี้ได้นั้นมีน้ำหนักมากถึง 550-660 ล้านเมตริกตัน