วิธีจัดอาหารในตู้เย็น ควรวางยังไง วางตรงไหนดี 

วิธีจัดอาหารในตู้เย็น ควรวางยังไง วางตรงไหนดี 

February 25, 2021 Off By Melissa Webb

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นในปัจจุบันนี้ ก็คงขาดตู้เย็นไปไม่ได้ เพราะตู้เย็นมันอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เรามีไว้ถนอนอาหาร หากเป็นอาหารสดก็สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานเลยทีเดียว แต่หากเราเอาวางไว้นอกตู้เย็น คงใช้เวลาไม่นาน อาหารก็อาจจะเสียได้ ตู้เย็นจึงสำคัญมาก วันนี้เราจึงมีบทความ วิธีจัดอาหารในตู้เย็น ควรวางยังไง วางตรงไหนดี มาฝากกัน

ตู้เย็นแต่ละชั้นมีอุณหภูมิและความชื้นที่ไม่เหมือนกัน เช่น ชั้นวางด้านบนเป็นจุดที่เย็นที่สุดเพราะอยู่ใกล้กับพัดลมและคอนเดนเซอร์ ชั้นวางด้านล่างเป็นจุดที่เย็นรองลงมาเพราะอากาศตกบริเวณนี้ ส่วนชั้นวางตรงกลางและข้างประตูเป็นจุดที่อุ่นที่สุดเมื่อเทียบกับทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ดังนั้นแต่ละชั้นจึงเหมาะกับการเก็บอาหารที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

ช่องฟรีซ เหมาะจะเก็บผักและเนื้อสัตว์แช่แข็งของที่ไวต่อแสงและความร้อน เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป เกล็ดขนมปัง แป้งสาลี ถั่ว รวมถึงน้ำซุปหรือน้ำสต๊อกต่าง ๆ ที่ทำเก็บไว้ 

ชั้นวางด้านบน เหมาะจะเก็บอาหารปรุงสำเร็จพร้อมกิน เช่น ข้าวแกง ข้าวกล่อง เครื่องปรุงที่ใช้ไม่บ่อย เช่น กะทิ พริกแกง ผลไม้ที่แช่ตู้เย็นได้ เช่น ส้ม องุ่น แอปเปิล เมลอน เบอร์รี รวมถึงของดองต่าง ๆ

ชั้นวางตรงกลาง เหมาะจะเก็บอาหารเหลือกินที่ใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ชีสและเนยแข็งที่ใส่กล่องอย่างดีหรือห่อด้วยแผ่นรองอบและอยู่ในถุงปิดสนิท ไข่ในแผง ขนมปังแซนด์วิช ขนมปังมันฝรั่ง และโคลด์คัตหรือเนื้อตัดเย็น (เนื้อสัตว์ปรุงสุกที่หั่นเป็นชิ้น พร้อมแก่การกินหรือทำอาหารอื่น)

ชั้นวางด้านล่าง เหมาะจะเก็บเนื้อสด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา รวมถึงนมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากนม

ช่องแช่ผัก เหมาะจะเก็บผักและสมุนไพรต่าง ๆ ที่ใส่ในถุงที่มีรูระบายอากาศหรือเปิดด้านบนเล็กน้อย

ชั้นวางข้างประตูด้านบน เหมาะจะเก็บไข่ที่ไม่ใส่ในแผง รวมถึงเนยหรือชีสที่ใช้บ่อยและห่ออย่างดี

ชั้นวางข้างประตูตู้เย็นตรงกลาง เหมาะจะเก็บเครื่องปรุงรสที่อยู่ในขวด เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก มัสตาร์ด มายองเนส และน้ำสลัด

ชั้นวางข้างประตูตู้เย็นด้านล่าง เหมาะจะเก็บเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น น้ำดื่ม นมสด น้ำผลไม้ และน้ำอัดลม

อาหารแต่ละชนิดแช่ตู้เย็นได้กี่วัน

1. ไข่ไก่

  • ไข่ดิบ เก็บในตู้เย็นได้ 3-5 สัปดาห์ ไม่ควรเก็บในช่องฟรีซ
  • ไข่ต้ม เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ ไม่ควรเก็บในช่องฟรีซ
  • เมนูไข่ เก็บในตู้เย็นได้ 4 วัน

2. เนื้อไก่

  • ไก่สดเป็นตัว เก็บในตู้เย็นได้ 1-2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 1 ปี
  • ไก่สดเป็นชิ้น เก็บในตู้เย็นได้ 1-2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 9 เดือน

3. เนื้อสด

  • เนื้อบด (หมู วัว) เก็บในตู้เย็นได้ 1-2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 3-4 เดือน
  • เนื้อสด (หมู วัว) เก็บในตู้เย็นได้ 3-5 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 4-12 เดือน
  • เนื้อปรุงสุก เก็บในตู้เย็นได้ 3-4 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 2-6 เดือน
  • เครื่องในสัตว์ปีก เก็บในตู้เย็นได้ 2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 3-4 เดือน

4. อาหารทะเล

  • ปลา เก็บในตู้เย็นได้ 2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 6 เดือน
  • หอย เก็บในตู้เย็นได้ 2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 3-6 เดือน

5. เบคอนและแฮม

  • เบคอน เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ เก็บในช่องฟรีซได้ 1 เดือน
  • แฮมดิบ เก็บในตู้เย็นได้ 3-5 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 6 เดือน
  • แฮมปรุงสุก เก็บในตู้เย็นได้ 3-4 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 3-4 เดือน
  • แฮมกระป๋องที่เปิดแล้ว เก็บในตู้เย็นได้ 5-14 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน
  • แฮมกระป๋องที่ยังไม่เปิด เก็บในตู้เย็นได้ 6-9 เดือน ไม่ควรเก็บในช่องฟรีซ

6. ไส้กรอก

  • ไส้กรอกเปิดซองแล้ว เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน
  • ฮอตดอกยังไม่เปิดซอง เก็บในตู้เย็นได้ 2 สัปดาห์ เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน
  • ไส้กรอกดิบ (เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว) เก็บในตู้เย็นได้ 1-2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน
  • ไส้กรอกปรุงสุก (เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว) เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน

7. สลัดและซุป

  • สลัดผัก (มีไข่, ไก่, แฮม, ทูน่า) เก็บในตู้เย็นได้ 3-4 วัน ไม่ควรเก็บในช่องฟรีซ
  • ซุป (ผักหรือเนื้อ) เก็บในตู้เย็นได้ 3-4 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 2-3 เดือน

8. อาหาร

  • อาหารสำเร็จรูปที่ซื้อมาจากร้านค้า เก็บในตู้เย็นได้ 4 วัน
  • อาหารที่กินเหลือ เก็บในตู้เย็นได้ 2-3 วัน

สำหรับ วิธีจัดอาหารในตู้เย็น ควรวางยังไง วางตรงไหนดี ที่เรานำมานั้น ก็เป็นเพียงแนวทางสำหรับคนที่ไม่รู้ หรือไม่รู้จัดวางยังไง เพื่อเป็นความรู้เอาไว้ แต่ก็อย่าลืมคำนึงถึงอายุของอาหารแต่ละชนิด อย่างไรก็ตามระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพียงแค่ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ทางที่ดีต้องตรวจเช็กสภาพ กลิ่น และสีของอาหารก่อนนำมาปรุงทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีของทุกคนในครอบครัวด้วย