วิธีบํารุงผมเสียจากการยืด ให้กลับมาสวยเงางามสุขภาพดี

การยืดผม คือ การเปลี่ยนสภาพเส้นผมที่หยิกงอให้มีความเรียบตรงโดยถาวรในช่วงเวลาหนึ่ง จึงทำให้การยืดผมตรง เป็นวิธีการสำคัญที่ช่วยแก้ปัญหาผมหยิกพองฟูได้อย่างตรงจุดและรวดเร็ว ทว่าผมที่ตรงสวยก็อาจมาพร้อมกับผมที่แห้งเสียได้ด้วยเช่นกัน

เนื่องมาจากสภาพเส้นผมหลังจากการยืด มักจะเกิดปัญหาผมแห้งเสีย แข็งกระด้าง แตกปลาย และไม่สวยเงางามเป็นธรรมชาติ ในปัจจุบันจึงมีสารพัดวิธีบํารุงผมเสียจากการยืด ให้กลับมาสวยเงางามสุขภาพดี ดังเดิม 

วิธีบํารุงผมเสียจากการยืด

1. หมักผมด้วยวัตถุดิบจากธรรมชาติ
สูตรหมักผมจากวัตถุดิบธรรมชาติต่างก็มีให้เลือกทำหลากหลายสูตร ไม่ว่าจะเป็น สูตรหมักผมด้วยว่านหางจระเข้ และ สูตรหมักผมสวยด้วยไข่ไก่ เป็นต้น ทว่าเพราะผมหลังจากการยืดมักจะแห้งเสียมาก เราจึงแนะนำว่าให้หมักผมด้วยวัตถุดิบธรรมชาติที่ช่วยคืนความชุ่มชื่นให้กับเส้นผมเป็นพิเศษ เช่น น้ำมันอัลมอนด์, น้ำผึ้ง, กล้วยหอม และน้ำมันมะพร้าว เป็นต้น

2. เว้นระยะการทำเคมีซ้ำซ้อน
หลังจากการยืด หากคุณต้องการทำสีด้วยล่ะก็ ทางที่ดีที่สุดคือ หลังจากการยืดผมไปแล้ว ให้บำรุงผมด้วยการทำทรีตเม้นท์ด้วยผลิตภัณฑ์สำหรับผมตรงอย่าง เทรซาเม่ แพลตทินัม สเตรงท์ มาส์ก อย่างน้อย 1-2 อาทิตย์ เมื่อผมมีสภาพที่ดีขึ้นแล้วก็ค่อยกลับไปทำสีต่อได้

3. ทำทรีตเม้นท์อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
การทำทรีตเม้นท์ ถือเป็นวิธีการหนึ่งที่ช่วยฟื้นฟูผมแห้งเสียมากจากการยืดได้อย่างรวดเร็ว เพราะการใช้ทรีตเม้นท์มาส์ก อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง จะช่วยฟื้นบำรุงผมเสียจากการทำเคมีได้  และเพื่อให้เส้นผมได้รับการดูแลเป็นพิเศษ

4. ใช้ลีฟออนและเซรั่มบำรุงผมเป็นประจำ
การใช้เซรั่มบำรุงผมอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยให้เส้นนุ่มลื่นเงางาม และป้องกันผมจากการเปราะขาด ทั้งยังคืนความชุ่มชื้นให้กับเส้นผมที่แห้งเสียหลังจากการยืด อีกหนึ่งทางเลือก คือ การใช้ ครีมนวดผมไม่ต้องล้างออก (ลีฟออน ครีม) 

5. หลีกเลี่ยงความร้อนจากอุปกรณ์จัดแต่งทรงผม
การยืดผมเป็นการใช้สารเคมีกับเส้นผม ซึ่งถือเป็นการทำร้ายเส้นผมเพื่อความสวยงาม แต่เพื่อเป็นการควบคุมไม่ให้เส้นผมเสียหายมากขึ้นไปอีก คุณจึงควรหลีกเลี่ยงความร้อนจากอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมอย่าง ไดร์เป่าผม, แกนม้วนผม และเครื่องหนีบผม เป็นต้น

หากอุปกรณ์ที่ใช้มีความร้อนมากเกินไป อาจทำให้น้ำหล่อเลี้ยงในเดือดได้ และฟองอากาศที่เกิดจากความร้อนก็จะก่อตัวขึ้นภายในเส้นผมที่อ่อนตัว ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งสาเหตุที่ทำให้ผมเสีย ดังนั้นถ้าคุณหลีกเลี่ยงที่จะใช้อุปกรณ์จัดแต่งทรงผมนี้ไม่ได้ ก็ควรตั้งค่าอุปกรณ์จัดแต่งทรงผมให้อยู่ที่อุณหภูมิต่ำสุด คือวิธีที่ดีที่สุดที่ช่วยให้เส้นผมไม่ถูกทำร้ายมากขึ้นไปอีก

และหากหลีกเลี่ยงไม่ได้ การใช้สเปรย์กันความร้อนฉีดก่อนใช้อุปกรณ์จัดแต่งทรงผม อาทิ เทรซาเม่ แฟลต ไอรอน สมูทติ้ง สเปรย์ เคราติน สมูท ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่ช่วยปกป้องเส้นผมของคุณจากการสูญเสียความชื้นได้เช่นกัน

สุดยอดอาหารเพื่อเส้นผม
อยากให้เรือนผมแข็งแรง กลับมามีชีวิตชีวา การรับประทานอาหารดีมีประโยชน์ ก็เป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยให้เส้นผมที่แห้งเสียกลับมามีสุขภาพดีอีกครั้งได้เร็วขึ้น โดยอาหารที่ช่วยบำรุงผมมีมากมาย อาทิ

  • ไข่: เป็นแหล่งอาหารที่อุดมด้วยกรดอะมิโนแอซิด ช่วยด้านความแข็งแรงของเส้นผม
  • ปลา: อุดมด้วยโปรตีนและกรดไขมัน ช่วยให้เส้นผมแข็งแรง มีประกายเงางาม
  • ถั่ว: มีกรดไขมันจำเป็นหลายชนิด ช่วยป้องกันไม่ให้ผมที่ยืดมาแห้งเสีย และขาดความชุ่มชื้น
  • ผักผลไม้: อุดมไปด้วยวิตามินนานาชนิด ซึ่งเป็นสารอาหารสำคัญต่อเส้นผม
  • น้ำ: ช่วยรักษาความชุ่มชื้นให้กับเส้นผม ซึ่งจะส่งผลให้เส้นผมมีความยืดหยุ่นและเป็นมันเงา

หากคุณเป็นคนหนึ่งที่พึ่งยืดผมมา ก็อย่าลืมนำเคล็ดลับดีๆ เหล่านี้ไปปฏิบัติตามกันนะคะ และไม่ว่าคุณจะมีปัญหากังวลใดๆ จะผมเสีย แห้ง ชี้ฟู ผมร่วง หรือปัญหารังแค เชื่อเถอะว่า ทุกปัญหาล้วนมีทางแก้ไขและเราพร้อมมอบคำตอบให้กับคุณใน การดูแลผม

การถนอมอาหาร มีประโยชน์อย่างไร มีวิธีไหนบ้าง

การถนอมอาหารนั้นมีมาตั้งแต่ตั้งแต่สมัยโบราณ ซึ่งวิธีการถนอมอาหารนี้จะช่วยให้เก็บอาหารไว้ทานได้นานกว่าที่เคย การถนอมอาหารสามารถทำได้หลายกรรมวิธีแยกตามประเภทของอาหารแต่ละชนิด ดังต่อไปนี้ 

การถนอมอาหาร คืออะไร
การถนอมอาหาร คือ การแปรรูปอาหารให้อยู่ในสภาพเดิมโดยไม่บูดเน่า และคงคุณภาพและปริมาณได้ใกล้เคียงกับสภาพเดิมมากที่สุดทั้งสภาพและคุณค่าทางโภชนาการ เป็นการลดการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ในอาหารให้ช้าลงหรือทำให้ไม่เกิดขึ้นเลย จึงทำให้อาหารไม่บูดเน่าเสีย

1. การถนอมอาหารโดยการตากแห้ง
เป็นวิธีการถนอมอาหารวิธีแรก ๆ ที่นึกออกเลยทีเดียว คือการตากแห้งกลางแดดจัด ๆ กระบวนการตากแห้งจะช่วยลดน้ำหนักของอาหารให้เหลือความชื้นอยู่เพียงเล็กน้อยหรือไม่เหลือเลย เหมาะกับอาหารประเภทเนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้  เช่น การทำหมูแดดเดียว ปลาหมึกแห้ง กล้วยตาก เป็นต้น นอกจากตากแดดแล้ว ยังสามารถใช้กับตู้อบแสงอาทิตย์ หม้ออบลมร้อนแทนได้ วิธีการคือต้องล้างวัตถุดิบให้สะอาด หากเป็นเนื้อสัตว์ก็ให้ปรุงรสหรือต้มให้สุกมาเรียบร้อย หากเป็นผลไม้ให้แกะเปลือก หั่นให้เรียบร้อยก่อนการตากหรืออบแห้ง

2. การถนอมอาหารโดยใช้การดอง
ส่วนมากวิธีการถนอมอาหารด้วยการดองนั้นจะพบมากในผลไม้ แต่ไม่ใช่ว่าในอาหารประเภทอื่นจะไม่มี ซึ่งการดองจะแยกประเภทออกเป็น 

  • ดองเปรี้ยว มักใช้ดองผัก วิธีการคือให้เอาผักกับเกลือมาคลุกกันผสมน้ำเกลือกับน้ำส้มสายชูต้มให้เดือด และทิ้งไว้ให้เย็น เทราดลงบนผักให้ท่วม ปิดฝาภาชนะไม่ให้ลมเข้า หมักทิ้งไว้ 4-7 วัน
  • ดองเค็ม มักใช้ดองเนื้อสัตว์ผักและผลไม้ โดยจะนำผัก ผลไม้มาเคล้ากับเกลือในอัตราส่วน 3 ต่อเกลือ 1 ส่วน หากเป็นเนื้อสัตว์ให้นำน้ำส้มสายชูและเกลือต้มให้เดือดแล้วทิ้งไว้ให้เย็น ค่อยกรองใส่ภาชนะ ปิดฝา หมักทิ้งไว้ 4-9 เดือน 
  • ดองหวาน ต้มน้ำตาล น้ำส้มสายชู เกลือให้รสออกไปทางหวานจัด จากนั้นเทราดลงบนผักผลไม้ หมักทิ้งไว้ 2-3 คืนก็ทานได้แล้ว 
  • ดองสามรส จะออกรสเปรี้ยว เค็ม หวาน มักใช้กับขิง กระเทียม ให้ต้มน้ำส้มสายชู น้ำตาล เกลือ จากนั้นเทลงไปบนผัก ปิดฝากหมักทิ้งไว้ 2-3 วัน 

3. การถนอมอาหารโดยการแช่อิ่ม
วิธีถนอมอาหารโดยการแช่อิ่ม จะต้องใช้ปริมาณน้ำตาลมาก นิยมผลไม้ที่มีรสขมหรือเปรี้ยวจัด ดังนั้นก่อนนำมาแช่อิ่มให้นำไปแช่สารส้ม หรือแช่น้ำปูนเหลืองเพื่อให้รสจืดลง ให้ใช้น้ำตาลอัตราส่วนน้ำตาลต่อน้ำ 1 ต่อ 2 เชื่อมผลไม้ไว้ค้างคืน นิยมทำกับ มะม่วง มะขาม สับปะรด ฝรั่ง เป็นต้น 

4. การถนอมอาหารโดยการกวน
มักทำกับผักหรือผลไม้สุก เช่น มะม่วงกวน ทุเรียน สับปะรด เผือก ฟักทอง เป็นต้น โดยให้นำวัตถุดิบดังกล่าวมาผสมกับน้ำตาลและเคี่ยว กวนจนปริมาณน้ำตาลลดลงและผสมเป็นเนื้อเดียวกัน สามารถเก็บไว้ทานได้นาน 

5. การถนอมอาหารโดยการรมควัน
วิธีการถนอมอาหารประเภทนี้ส่วนมากจะใช้กับเนื้อสัตว์ โดยมาย่างให้แห้ง โดยใช้ไฟอ่อน ๆ และมีควันไฟด้วย เช่น ปลาย่าง หมูย่าง เป็นต้น วิธีนี้จะมีกลิ่นหอมของการรมควันอีกด้วย ซึ่งจะต่างจากการตากแห้ง 

6. การถนอมอาหารโดยการแช่เย็น
การใช้ความเย็นเป็นอีกทางหนึ่งที่จะช่วยถนอมอาหาร วิธีที่ง่ายที่สุดคือการเอาเข้าตู้เย็น ตู้แช่แข็ง ความเย็นจัดจะช่วยคงสภาพอาหารให้เก็บไว้ได้นานยิ่งขึ้น หรือจะทำการ Freeze Dry โดยนำอาหารไปแช่แข็งอย่างรวดเร็วแห้งสนิทก็เป็นวิธีถนอมอาหารอีกทางหนึ่ง 

ประโยชน์ของการถนอมอาหาร

  • ทำให้มีอาหารเก็บไว้กินในยามขาดแคลนและยามปกติ 
  • เป็นการใช้วัตถุดิบเหลือหรือล้นตลาดให้เกิดประโยชน์
  • ช่วยยืดอายุอาหารไว้ให้ได้นานที่สุด 
  • ทำให้มีอาหารนอกฤดูกาลทานตลอดปี 
  • ช่วยเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร 

หากใครที่มีวัตถุดิบ ผลผลิตต่าง ๆ ที่ล้นตลาด ทานไม่ทันแล้วสามารถนำมาเข้ากระบวนการถนอมอาหารได้ ต้องลองทำดูหน่อยแล้ว จะได้มีอาหารเก็บไว้ทานได้นาน ๆ นั่นเอง 

สารอันตรายในครีมหน้าขาวที่ควรเลี่ยง

ครีมหน้าขาวเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับความนิยมอย่างมากในหมู่สาว ๆ ที่ต้องการลดเลือนจุดด่างดำบนผิว หรือต้องการปรับสีผิวให้ขาวใสขึ้นตามกระแสนิยม ครีมหน้าขาวที่มีวางขายทั่วไปตามท้องตลาดประกอบด้วยส่วนผสมที่แตกต่างกัน ครีมบางตัวอาจมีส่วนผสมของสารสกัดจากธรรมชาติ แต่ก็มีอีกหลายชนิดที่ผสมสารที่เป็นอันตรายต่อผิวเช่นกัน

ครีมหน้าขาวได้รับความนิยมอย่างแพร่หลายในประเทศแถบทวีปเอเชียตะวันออก โดยเฉพาะประเทศไทย โดยจะช่วยลดปริมาณเม็ดสีในชั้นผิวหนัง และทำให้ผิวกระจ่างใสขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่ครีมหน้าขาวบางตัวอาจผสมสารอันตรายอย่างไฮโดรควิโนน (Hydroquinone) สเตียรอยด์ชนิดใช้ภายนอก (Topical Steroids) และสารปรอท ซึ่งสารอันตรายเหล่านี้ส่งผลเสียอย่างไรต่อผิว และเราจะมีวิธีเลือกครีมหน้าขาวอย่างไรให้ปลอดภัยต่อผิว หาคำตอบได้ในบทความนี้

หลักการทำงานของครีมหน้าขาว
โดยปกติแล้ว ผิวหนังของคนเราจะมีสารสำคัญที่ทำให้เกิดสีผิว เรียกว่า เมลานิน (Melanin) โดยสร้างขึ้นจากเซลล์ผิวหนังเมลาโนไซต์ (Melanocyte) ซึ่งแต่ละคนจะมีปริมาณเมลานินในผิวหนังต่างกัน ขึ้นอยู่กับเชื้อชาติ กรรมพันธุ์ ฮอร์โมน และการเผชิญกับแสงแดด โดยปัจจัยเหล่านี้จะกระตุ้นให้เกิดการสร้างเมลานินเพิ่มขึ้น ทำให้ผิวหนังมีสีคล้ำลง ครีมหน้าขาวจึงถูกนำมาใช้เพื่อลดปริมาณเมลานินและปรับให้สีผิวดูขาวขึ้น 

ทั้งนี้ ส่วนประกอบในครีมหน้าขาวอาจมีทั้งสารสกัดจากธรรมชาติที่มักไม่ทำให้ผิวเกิดอาการแพ้หรือระคายเคือง อย่างวิตามินซี เบต้า แคโรทีน (Beta Carotene) สารสกัดจากรากชะเอมเทศ (Licorice Extract) และสารสกัดจากทับทิม ไปจนถึงสารที่เป็นอันตรายต่อผิวและเป็นสารต้องห้าม อย่างไฮโดรควิโนนและคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Corticosteroid) การใช้ครีมหน้าขาวที่ประกอบด้วยสารอันตรายเหล่านี้ จำเป็นต้องมีใบสั่งยาจากแพทย์เพื่อรักษาโรคผิวหนังโดยเฉพาะเท่านั้น

สารอันตรายในครีมหน้าขาวที่ควรเลี่ยง
สารอันตรายในครีมหน้าขาวหลายชนิดสามารถออกฤทธิ์ทำลายผิวหนังและอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากใช้ในปริมาณมากหรือใช้อย่างต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานโดยไม่ได้อยู่ภายใต้คำแนะนำของแพทย์ โดยตัวอย่างสารอันตรายที่มักพบในครีมหน้าขาว ได้แก่

ไฮโดรควิโนน
ไฮโดรควิโนนเป็นสารที่มีคุณสมบัติยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว จึงมักนำมาใช้เพื่อรักษาปัญหาผิวที่มีสีเข้มกว่าผิวหนังบริเวณอื่น เช่น ฝ้า กระ จุดด่างดำตามวัย (Age Spots) และรอยสิว ผู้ใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนนบางรายอาจรู้สึกแสบร้อนหรือระคายผิว แต่หากใช้ต่อเนื่องในระยะยาวอาจทำให้เกิดฝ้าถาวร (Exogenous Ochronosis) และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งผิวหนัง

ในประเทศไทย ไฮโดรควิโนนจัดเป็นยาทาภายนอกเพื่อการรักษาทางการแพทย์ และได้ถูกสั่งห้ามใส่ในผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่วางจำหน่ายทั่วไป โดยสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กำหนดให้ผสมสารไฮโดรควิโนนในผลิตภัณฑ์รักษาฝ้าได้ไม่เกิน 2% นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์หรือกำลังให้นมบุตรไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน เนื่องจากอาจดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเป็นอันตรายต่อบุตร

สารปรอท
สารปรอทเป็นสารที่มีราคาถูก นิยมนำมาใส่ในครีมหน้าขาวเพื่อลดรอยดำบนผิวหนัง ยับยั้งการสร้างเม็ดสีผิว ทำให้สีผิวขาวขึ้น การใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของสารปรอทอาจทำให้เกิดอาการแพ้ ผิวเปลี่ยนสี ผิวบางลง เมื่อใช้ติดต่อกันเป็นเวลานานจะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด ทำให้ไตและระบบประสาทถูกทำลาย ทั้งนี้ สารปรอทเป็นสารอันตรายที่ห้ามวางจำหน่ายในหลายประเทศ รวมถึงในประเทศไทยที่ประกาศเป็นสารห้ามใช้ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ปี พ.ศ. 2551 

สเตียรอยด์
สเตียรอยด์ชนิดที่ใช้ภายนอก อย่างไฮโดรคอร์ติโซน (Hydrocortisone) มีคุณสมบัติชะลอการผลัดเซลล์ผิวทำให้สีผิวขาวขึ้น จึงมักนำมาใช้ในการรักษาโรคผิวหนัง เช่น โรคสะเก็ดเงิน โรคผิวหนังอักเสบ (Eczema) โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง (Atopic Dermatitis) เป็นต้น  

อย่างไรก็ตาม การใช้สเตียรอยด์ที่มีความเข้มข้นสูงและเป็นเวลานานติดต่อกันอาจทำให้เกิดอาการแพ้ แสบร้อน ผิวบางลง และทำให้เกิดสิวสเตียรอยด์ได้ จึงควรใช้ตามคำแนะนำของแพทย์ นอกจากนี้ หญิงตั้งครรภ์ควรหลีกเลี่ยงการใช้ครีมที่มีความเข้มข้นของสเตียรอยด์สูง หากจำเป็นต้องใช้ยาควรเลือกชนิดที่มีความเข้มข้นต่ำถึงปานกลาง และใช้ในระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น

การใช้ครีมหน้าขาวให้ปลอดภัยต่อผิว ควรใช้ตามที่แพทย์สั่งและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อครีมหน้าขาวมาใช้เอง เพราะนอกจากจะเป็นอันตรายต่อผิวหนังแล้ว ยังอาจเป็นส่งผลเสียต่อการทำงานของอวัยวะอื่น ๆ ในร่างกายได้

การเลือกซื้อผลิตภัณฑ์บำรุงผิวอย่างปลอดภัย
ก่อนการเลือกซื้อครีมหรือผลิตภัณฑ์บำรุงผิวขาวใด ๆ ควรอ่านฉลากบนบรรจุภัณฑ์อย่างละเอียด ไม่ควรใช้ครีมที่มีส่วนผสมของไฮโดรควิโนน สารปรอท และสเตียรอยด์ หากผลิตภัณฑ์ไม่แสดงรายละเอียดของส่วนประกอบ ไม่แสดงชื่อผู้ผลิต หรือวันเดือนปีที่ผลิต ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์นั้น ในกรณีที่สงสัยว่าผลิตภัณฑ์ที่ใช้อยู่หรือที่ต้องการซื้อมีสารอันตรายผสมอยู่หรือไม่ สามารถตรวจสอบรายชื่อเครื่องสำอางตามประกาศของสำนักควบคุมเครื่องสำอางและวัตถุอันตรายได้ที่เว็บไซต์ www.fda.moph.go.th ขององค์การอาหารและยา (อย.)

อย่างไรก็ตาม ผู้ที่มีปัญหาผิวหนัง อย่างฝ้า กระ หรือจุดด่างดำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ โดยแพทย์อาจแนะนำให้ใช้วิธีรักษาอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น การผลัดเซลล์ผิวด้วยสารเคมี (Chemical Peeling) การขัดกรอผิวด้วยผลึกแร่ (Microdermabrasion) เพื่อขจัดเซลล์ผิวชั้นหนังกำพร้า ซึ่งเป็นเซลล์ที่ตายแล้วออกไป หรือการทำเลเซอร์ (Laser Treatment) ที่เหมาะสมกับสภาพผิว

การใช้ครีมบำรุงผิวหรือผลิตภัณฑ์เพื่อผิวขาวเป็นเพียงหนึ่งในวิธีแก้ไขปัญหาผิวคล้ำให้ขาวขึ้น แต่หากต้องการให้ผิวขาวใสและมีสุขภาพดี การดูแลผิวเป็นประจำด้วยวิธีอื่น ๆ ร่วมด้วยถือเป็นสิ่งที่ไม่ควรละเลย โดยเฉพาะการทาครีมกันแดดเพื่อปกป้องผิวคล้ำเสียจากรังสียูวี หากมีอาการแพ้หรืออาการผิดปกติหลังการใช้ครีมหรือผลิตภัณฑ์ใด ๆ ควรไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างถูกวิธี

9 สถานที่ท่องเที่ยวในพัทยา

หากให้นึกถึงสถานที่ท่องเที่ยวในพัทยานั้น ก็คงคิดว่าพัทยาไง คือสถานที่ท่องเที่ยว แต่จริงๆแล้ว ไม่ใช่เลย มีสถานที่ท่องเที่ยวสวยๆอีกหลายแห่งในพัทยา บางคนอาจจะรู้จักดี บางคนอาจจะไม่รู้จักเลย

วันนี้เราจึงมี 9 สถานที่ท่องเที่ยวในพัทยา มาฝากทุกคนกัน ว่ามีที่ไหนน่าไปบ้าง นอกจากชายหาดพัทยาที่มีเอาไว้เล่นน้ำ ไว้ทานอาหารแล้ว มีวันหยุดทั้งที ก็ต้องเลือกเที่ยวให้คุ้มกันไปเลย

1. ปราสาทสัจธรรม
เป็นปราสาทที่ทำด้วยไม้ทั้งหลังที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศไทย และเป็นปราสาทไม้ที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่ที่แหลมราชเวช ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี หนึ่งในสถานที่ท่องเที่ยวสุดอันซีน ไม่ว่าเป็นใครที่มาเยือนปราสาทสัจธรรม ต้องตื่นตาตรึงใจแน่นอน

2. Art in Paradise Pattaya
แม้ว่า Art in Paradise Pattaya จะขึ้นชื่อว่า เป็นพิพิธภัณฑ์ แต่ที่นี่ไม่เหมือนพิพิธภัณฑ์ทั่ว ๆ ไป ที่เต็มไปด้วยรูปภาพบนผนัง เพราะ Art in Paradise Pattaya คือ พิพิธภัณฑ์ภาพจิตรกรรม 3 มิติ ซึ่งเปิดให้ผู้ชมสามารถเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของภาพวาดที่ถูกเขียนขึ้นมาด้วยเทคนิคการเขียนภาพแบบ 3 มิติ (3D) ซึ่งเมื่อเราเข้าไปโพสท่าถ่ายรูปกับภาพวาดนั้น ๆ ก็จะดูสมจริงมาก ๆ

ภายในแบ่งห้องแสดงงานออกเป็น 10 ห้องภาพ ได้แก่ ห้องแรกลวงตา, ห้องใต้สมุด, ห้องแห่งสัตว์ป่า, ห้องภาพวาดศิลปินระดับโลก, ห้องอารยธรรม, ห้องศิลปะเหนือจริง, ห้องไดโนเสาร์, ห้องน้ำตก, ห้องวิวทิวทัศน์ และห้องนิทรรศการศิลปะ

3. Amara Watersports
นอกจากการเล่นน้ำทะเลที่พัทยาแล้ว หากใครอยากลองทำกิจกรรมทางน้ำที่สนุกมากกว่านั้น ขอแนะนำ Amara Watersports โรงเรียนสอนกิจกรรมทางน้ำ ที่มีสารพัดกีฬาทางน้ำให้คุณได้เลือกเล่นตามใจชอบ ไม่ว่าจะเป็นวินด์เซิร์ฟ พายบอร์ด และ Starboard เป็นต้น และหากใครยังไม่ชำนาญอยากได้ครูฝึกสอนแบบใกล้ชิดเช่นกัน

4. สวนน้ำ Cartoon Network Amazone
สำหรับคุณหนู หรือคุณผู้ใหญ่ทั้งหลายที่ชื่นชอบสวนน้ำแล้วล่ะก็ ห้ามพลาด สวนน้ำ Cartoon Network Amazone สถานที่ท่องเที่ยวที่จำลองจำลองบรรยากาศป่าฝนอะเมซอน พร้อมกับบรรดากองทัพการ์ตูนฮีโร่ยอดฮิตจากซีรีส์การ์ตูนชื่อดังมากมายมาไว้ที่เดียวกัน

และสิ่งที่สร้างความสนุกสนานให้แก่หลาย ๆ คน คงไม่พ้นเครื่องเล่นทางน้ำ อาทิ สระว่ายน้ำขนาดใหญ่ที่มีการจำลองให้เหมือนคลื่นทะเล, สไลเดอร์สปีดเรซซิ่ง, ล่องแพ และเครื่องเล่นป้อมปราการน้ำในระบบอินเตอร์แอคทีฟที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก เป็นต้น ส่วนใครที่กังวลว่า เครื่องเล่นบางอย่างอาจอันตรายสำหรับเด็ก บอกเลยว่า ไม่ต้องห่วง เพราะสวนน้ำการ์ตูนเน็ตเวิร์ด อเมโซน แบ่งเป็นโซนผู้ใหญ่และเด็กไว้อย่างชัดเจน

5. ตลาดจีนโบราณ ซากแง้ว
เป็นตลาดชุมชนชาวจีนโบราณ อายุมากกว่า 100 ปี ตั้งอยู่ที่ ต.ห้วยใหญ่ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี ได้ถูกปลุกให้กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง ทุกช่วงบ่าย ๆ จนถึงค่ำของเย็นวันเสาร์ ที่นี่จะกลับมามีชีวิตอีกครั้งด้วยร้านรวงต่างๆ กิจกรรมดี ๆ โคมไฟสีแดงสวย ๆ ให้นักท่องเที่ยวอย่างเรารู้สึกเหมือนได้ย้อนวันวานกลับไปในยุคนั้นอีกครั้งทีเดียว แต่ไฮไลท์ของตลาดจีนชากแง้วไม่จบแค่นั้น ยังมีคนบริการเข็นรถชมรอบ ๆ ตลาดอีกด้วย เรียกได้ว่า อินกันสุด ๆ ไปเลย

6. Skoop Beach Café
คาเฟ่ไซส์มินิซึ่งเป็นร้านในเครือของโรงแรมวิรันดา ตั้งอยู่ริมชายหาดบรรยากาศน่านั่ง จุดเด่นของ Skoop Beach Café อยู่ที่บรรยากาศริมทะเลสุดชิว กับการตกแต่งพื้นที่สุดเก๋บริมชายหาด เหมาะสำหรับมานั่งเช็คอิน ถ่ายรูปสุด ๆ

7. Papa Beach Pattaya
หรือ ปาป้า บีช พัทยา คาเฟ่ริมหาดพัทยา ในสไตล์บาหลีที่นักท่องเที่ยวนิยมแวะเวียนมาเที่ยว เมื่อมาเยือนเมืองพัทยา เพราะที่ Papa Beach Pattaya ได้จัดมุมนั่งชิลล์ หรือมุมถ่ายรูปชิค ๆ ที่บอกได้ว่า เด็ดทุกมุม โดยเฉพาะรังนกขนาดใหญ่ หรือที่นั่งวิวริมทะเลที่สวยลงตัว ไม่ว่าจะเลือกถ่ายภาพมุมไหน ก็เหมือนอยู่บาหลีชัด ๆ

8. Frost Magical Ice of Siam
อาณาจักรน้ำแข็ง ที่เที่ยวพัทยาแห่งใหม่ ที่จะทำให้คุณตื่นตาตื่นใจไปกับประติมากรรมน้ำแข็งแกะสลัก ที่ติดอันดับใหญ่ที่สุดในอาเซียน จากช่างคนไทยฝีมือระดับโลก ท่ามกลางอุณหภูมิ -15 องศาเซลเซียส รวมถึงพื้นที่จัดแสดงประติมากรรมทรายขาวที่งดงาม ซึ่งล้วนเป็นเรื่องราวของวรรณคดีไทย และสถานที่สำคัญของไทย และยังมีสไลด์เดอร์น้ำแข็งที่สร้างความสนุกสนานให้กับเด็ก ๆ อีกด้วย

9. Underwater World Pattaya
แม้ไม่ได้ดำน้ำ คุณก็สามารถชื่นชมกับโลกใต้น้ำอันสวยงาม ที่เต็มไปด้วยสัตว์ใต้ท้องทะเลนานาชนิด ณ Underwater World Pattaya สถานที่ท่องเที่ยวที่จะพาคุณไปดูปลาตัวยักษ์แหวกว่ายไปมา รวมถึงทำกิจกรรมสุดฮิต อาทิ การป้อนอาหารปลาคาร์ฟ และให้อาหารเต่านั่นเอง

สำหรับ 9 สถานที่ท่องเที่ยวในพัทยา ที่เรานำมานั้น ก็เป็นเพียงตัวอย่างให้ท่าเลือกไปเท่านั้น สำหรับพัทยานั้น ยังมีร้านอาหารอร่อยๆ คาเฟ่สวยๆ โรงแรมดีๆ อีกมาก หากใครอยากไปเที่ยว ก็ลองศึกษาหาโปรโมชั่นกันดูได้เลย

5 เทคนิคการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน และยังมีเงินเหลือ

สำหรับคนที่มี รถยนต์ เป็นที่รู้กันดีว่า เพียงแค่สตาร์ทรถก็มีค่าใช้จ่ายหรือความสิ้นเปลืองเกิดขึ้นแล้วอย่างแน่นอน ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของการสึกหรอที่เกิดจากการทำงานของเครื่องยนต์ หรือสิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนเลยก็คือ เรื่องของการสิ้นเปลืองน้ำมัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว เราสามารถใช้รถแบบประหยัดน้ำมัน และลดการสึกหรอในเครื่องยนต์ได้ เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้รถของเรา วันนี้เราจึงมี 5 เทคนิคการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน และยังมีเงินเหลือ มาฝากกัน

1. เช็คลมยางเสมอ นี่ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่งที่หลายๆคนรู้อยู่แล้ว แต่บางทีก็ปล่อยผ่านไปด้วยเหตุที่ว่า ขี้เกียจบ้าง ไม่มีเวลาบ้าง เติมไม่เป็นบ้าง แต่เชื่อเราเหอะว่า เสียเวลานิดหน่อย ศึกษาสักนิด หลังเลิกงานแวะเข้าปั๊มระหว่างทางกลับบ้าน เติมลมยางอย่างน้อยสัปดาห์ละหนึ่งครั้ง มันจะช่วยประหยัดเงินได้เยอะเลย เพราะนอกจากจะช่วยประหยัดน้ำมันแล้ว อายุการใช้งานของยางก็ใช้ได้นาน แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นต้องเติมในลมยางปริมาณที่ถูกต้องตามคู่มือของรถที่เราใช้ด้วยนะ เพราะถ้าเติมมากไปหรือน้อยไปก็ส่งผลเสียกับรถเช่นกัน

2. อุ่นเครื่องยนต์ก่อนออกตัว เรื่องง่ายๆที่หลายๆคนคงรู้ดี แต่ส่วนมากอาจจะไม่เคยทำ หรืออาจจะเพราะความจำเป็นที่ต้องเร่งรีบในการเดินทาง แต่เชื่อเราเถอะว่า เสียเวลานิดหน่อยแค่ 1 – 2 นาทีเท่านั้น ให้น้ำมันวิ่งไปหล่อเลี้ยงอุปกรณ์ต่างๆในเครื่องยนต์ก่อน หลังจากนั้นค่อยออกตัว จะช่วยเซฟค่าใช้จ่าย และลดการสึกหรอของอุปกรณ์ภายในเครื่องยนต์ไปได้เยอะเลย

3. ค่อยๆออกตัว พึงคิดไว้เสมอว่าเราไม่ใช่นักแข่ง เราไม่ได้แข่งกับใคร ไม่ต้องรีบร้อนออกตัวเอี๊ยดอ๊าด เพราะการออกตัวแบบนี้ นอกจากจะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันโดยใช่เหตุแล้ว บางทีดอกยางยังมีการสึกไปแบบไร้เหตุผล อีกด้วย

4. ใช้ความเร็วอย่างสม่ำเสมอ และคำนวนเวลาการเดินทางให้ดี หากเดินทางไกล การใช้ความเร็วอย่างคงที่ ถือเป็นการประหยัดน้ำมันที่ดีอย่างหนึ่งเลยทีเดียว ถ้าเป็นการเดินทางที่ใช้เวลานานๆหรือไกลๆแบบ 3 ชม. ขึ้นไป ควรจอดพักรถเพื่อให้เครื่องยนต์ได้พักบ้างอย่างน้อย 1 – 2 ชม. ต่อครั้ง ครั้งละไม่ควรต่ำกว่า 10 นาที ถ้าเป็นไปได้ควรเปิดฝากระโปรงและจอดในที่ร่มจะดีมาก ส่วนการเดินทางในเมืองหลวงอย่างคน กทม. แบบเราๆ ควรกะเวลาการเดินทางให้ดี เผื่อรถติดไว้ดีที่สุด เพราะการจอดรถแช่ในช่วงเวลาที่รถติดนานๆ ก็ไม่ต่างจากการเอาเงินไปโปรยเล่นบนถนนเลย

5. เอาของไม่จำเป็นออกให้หมด รถไม่ใช่โรงเก็บของ อะไรที่ไม่ใช้หรือไม่จำเป็นก็เอาออกไปบ้าง เพราะบางทีสมบัติบ้าเหล่านี้แหละที่เป็นตัวการทำให้รถหนัก อย่าคิดว่าแค่ของเล็กๆ ไม่เห็นเป็นไรเลย เพราะของเล็กๆเหล่านี้ถ้ารวมๆกันหลายๆอย่างเข้ามันก็หนักเหมือนกันนะ

สำหรับ 5 เทคนิคการขับรถให้ประหยัดน้ำมัน และยังมีเงินเหลือ ที่เรานำมาบอกกล่าวเหล่านี้ล้วนแล้วแต่เป็นเรื่องง่ายๆ ที่ไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เราเชื่อว่าไม่ว่าใครก็สามารถทำได้ทั้งนั้น อยู่ที่ว่าเราเลือกจะทำหรือไม่แค่นั้นเอง ถ้าคิดว่าทำทั้งหมดไม่ได้ก็ลองเลือกมาสักหนึ่งข้อก่อนก็ได้ ถ้าทำได้แล้วก็ค่อยๆต่อข้อสอง สาม ไปจนครบ รับรองว่าท่านจะมีเงินเหลือไปทำอย่างอื่นได้อีกเยอะเลยเชียว

เฉาก๊วย เมนูขนมหวานยอดนิยม ทำมาจากอะไรกันแน่?

หลายๆคนนั้นคงเคยได้ยินเกี่ยวกับ เฉาก๊วย กันมาบ้าง เพราะเฉาก๊วยนั้นเป็น เมนูขนมหวานที่ผู้คนนิยมทานกันมานานแล้ว เพราะประเทศไทยของเราน้ันเป็นเมืองร้อน การได้ทานเฉาก๊วยหวานๆ ใส่น้ำแข็งเย็นๆ ก็สามารถช่วยให้ผู้คนนั้นคลายร้อนได้ดี 

เฉาก๊วยนั้น มีทั้งแบบถุงสำเร็จรูปเอามาฉีกใส่น้ำแข็ง ตามด้วยน้ำตาลทรายแดง หรือจะเอามาใส่นมสดก็อร่อยไปอีกแบบ หรือซื้อแบบตักสดที่สามารถเลือกใส่ท็อปปิ้งอย่างลูกชิด ทับทิมกรอบ แปะก๊วย วุ้นมะพร้าว หรืออื่น ๆ ตามชอบ ไม่ว่าจะทานแบบไหนก็อร่อยทั้งนั้น

ประวัติศาสตร์เฉาก๊วยในประเทศไทย
เฉาก๊วย (Grass Jelly) ขนมหวานสีดำเป็นที่รู้จักของคนไทยมากกว่า 100 ปีแล้ว แรกเริ่มเดิมทีมาจากคนจีนที่อพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานในประเทศไทยแล้วได้เอาเฉาก๊วยเข้ามาขายด้วย เริ่มแรกขายเป็นเฉาก๊วยนิ่มแบบดั้งเดิมจากประเทศจีนโดยจะขายคู่กับเต้าฮวย และเนื่องจากเมืองไทยมีอากาศร้อนจัด ไม่นานเฉาก๊วยจึงเป็นที่นิยมและเริ่มขยายวงกว้างเป็นที่รู้จักของคนไทย

เฉาก๊วยทำทำมาจากอะไร

แล้วก็มาถึงคำถามที่คนอยากรู้กันมากที่สุดว่า เฉาก๊วยทำจากอะไร ? คำตอบก็คือ เฉาก๊วย คือ ขนมที่มาจากหญ้า ในภาษาจีนคำว่า “เฉา” แปลว่า หญ้า ส่วนคำว่า “ก๊วย” แปลว่า ขนม ในภาษาอังกฤษก็คือ Grass Jelly นั่นเอง ซึ่งหญ้าที่นำมาทำเฉาก๊วยคือ พืชชนิดหนึ่งในตระกูลเดียวกับใบมิ้นต์ คนไทยจะเรียกว่า “หญ้าเฉาก๊วย”” (Mesona Chinensis)

ต้นเฉาก๊วยแห้ง

สมัยก่อนไทยต้องสั่งต้นเฉาก๊วยแห้งจากเมืองจีนเพื่อมาทำเฉาก๊วย แต่ทุกวันนี้ได้มีการนำพันธุ์เฉาก๊วยมาปลูกในเมืองไทยแล้ว แต่ก็มีบางโรงงานที่รับต้นเฉาก๊วยตากแห้งมาจากประเทศจีน เวียดนาม หรืออินโดนีเซียแล้วนำมาขายอีกที นั่นก็แปลว่า เฉาก๊วยทำมาจากต้นเฉาก๊วยที่มีต้นกำเนิดจากเมืองจีนนั่นเอง

ขั้นตอนการทำเฉาก๊วย
ส่วนขั้นตอนการทำเฉาก๊วยไม่ได้มีกรรมวิธีสลับซับซ้อนอะไรเลย เพียงแค่นำหญ้าเฉาก๊วยแห้งมาต้มกับน้ำเปล่าจนเดือดแล้วกรองเอาแต่น้ำออกมา ก็จะได้น้ำที่เป็นสีดำ แต่พ่อค้าแม่ค้าบางรายต้องการให้สีดูดำปี๋มากขึ้นก็จะใส่สีผสมอาหารลงไปด้วย จากนั้นใส่แป้งมันสำปะหลังลงไปในน้ำเฉาก๊วยเพื่อช่วยให้เฉาก๊วยแข็งตัวเป็นก้อนมากขึ้น ทิ้งไว้จนเย็นก็จะมีลักษณะเป็นวุ้น เท่านี้ก็เรียบร้อย ที่เหลือก็แล้วแต่สไตล์การทานของแต่ละคนว่าจะนำไปกินกับอะไร

ประโยชน์ของเฉาก๊วย

เฉาก๊วยนอกจากเอามากินคลายร้อนแล้วยังมีประโยชน์ในด้านสมุนไพรคือ ช่วยแก้ร้อนใน แก้หวัด ลดความดันโลหิต ลดอาการกล้ามเนื้ออักเสบ ลดอาการตับอักเสบ ลดอาการไขข้ออักเสบ และช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด หรือหากดื่มน้ำเฉาก๊วยเป็นประจำจะช่วยลดอาการโรคความดันโลหิตสูงและโรคเบาหวานได้ด้วย แต่ข้อควรระวังก็คือ น้ำตาลที่ใส่ผสมลงไปต้องไม่มากเกินไป เพราะแทนที่จะได้ประโยชน์กลับได้ผลเสียกลับมาแทนนะ

สำหรับบทความ เฉาก๊วย เมนูขนมหวานยอดนิยม ทำมาจากอะไรกันแน่? ที่เรานำมานั้น ก็หวังว่าทุกคนจะไดรู้ และคลายข้อสงสัยไปได้ แล้วเราก็ได้ทราบกันแล้วว่าเฉาก๊วยก็คือ พืชชนิดหนึ่ง

36 สรรพคุณของผักกาดขาว

สายพันธุ์ผักกาดขาวที่นิยมปลูกมีอยู่ 3 พันธุ์ คือ พันธุ์เข้าปลียาว (ลักษณะสูง เป็นรูปไข่), พันธุ์เข้าปลีกลมแน่น (ลักษณะสั้น อ้วนกลม) และพันธุ์เข้าปลีหลวมหรือไม่ห่อปลี (ปลูกได้ทั่วไป เช่น ผักกาดขาวธรรมดา ผักกาดขาวใหญ่)

คุณค่าทางโภชนาการของผักกาดขาว 100 กรัม มีน้ำ 91.7 กรัม, กรดอะมิโน, โปรตีน 0.6 กรัม, คาร์โบไฮเดรต 5.7 กรัม, เส้นใย 0.8 กรัม, แคโรทีน 0.02 มิลลิกรัม, วิตามินบี 1 0.02 มิลลิกรัม, วิตามินบี 2 0.04 มิลลิกรัม, วิตามินซี 30 มิลลิกรัม, ธาตุแคลเซียม 49 มิลลิกรัม, ธาตุฟอสฟอรัส 34 มิลลิกรัม, ธาตุเหล็ก 0.5 มิลลิกรัม, ธาตุโพแทสเซียม 196 มิลลิกรัม, ธาตุซิลิกอน 0.024 มิลลิกรัม, ธาตุแมงกานีส 1.26 มิลลิกรัม, ธาตุทองแดง 0.21 มิลลิกรัม, ธาตุสังกะสี 3.21 มิลลิกรัม, ธาตุโมลิบดีนัม 0.125 มิลลิกรัม, ธาตุโบรอน 2.07 มิลลิกรัม, กรดนิโคตินิค (Nicotinic acid) 0.5 มิลลิกรัม

ผักกาดขาวเป็นผักที่มีเส้นใยสูงมาก โดยเส้นใยที่ว่านี้เป็นเส้นใยที่ไม่ละลายน้ำ แต่จะพองตัวเมื่อมีน้ำ จึงมีความสามารถในการอุ้มน้ำได้เป็นอย่างดี ซึ่งการอุ้มน้ำได้ดีนี้จะช่วยเพิ่มปริมาตรของกากอาหาร ช่วยกระตุ้นการเคลื่อนไหวของลำไส้ ทำให้กากอาหารอ่อนนุ่ม ขับถ่ายสะดวก และยังช่วยแก้อาการท้องผูกอีกด้วย นอกจากนี้ยังช่วยเพิ่มความหนืด ทำให้ไม่ถูกย่อยได้ง่าย ช่วยดูดซับและแลกเปลี่ยนประจุ จึงช่วยป้องกันและกำจัดสารอนุมูลอิสระในร่างกาย ช่วยดึงเอาสารพิษที่ปนเปื้อนในอาหารที่รับประทาน ช่วยลดความหมักหมมของลำไส้ จึงมีผลทำให้ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งลำไส้ได้เป็นอย่างดี 

สำหรับสรรพคุณช่วยป้องกันโรคมะเร็งลำไส้นั้น ปัจจุบันยังไม่ทราบขนาดของเส้นใยอาหารที่ต้องรับประทานอย่างแน่นอน แต่ในสหรัฐฯ ได้กำหนดให้เพศชายวัยสูงอายุ ควรบริโภคเส้นใยอาหารประมาณ 18 กรัมต่อวัน และสำหรับวัยหนุ่มสาวควรรับประทาน 20-25 กรัมต่อวัน และการรับประทานที่มากกว่าปริมาณที่กำหนดก็ไม่ได้ช่วยลดอัตราความเสี่ยงของการเกิดโรคมะเร็งแต่อย่างใด แต่จะช่วยทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้ดีมากขึ้น อย่างเช่นในเรื่องของการขับถ่าย แก้อาการท้องผูก เป็นต้น

36 สรรพคุณของผักกาดขาว

  1. มีแคลเซียมช่วยเสริมสร้างกระดูกและฟัน
  2. ช่วยบำรุงร่างกาย บำรุงกำลัง
  3. ช่วยให้เจริญอาหาร รับประทานอาหารได้มากขึ้น
  4. ช่วยทำให้กล้ามเนื้อทำงานเป็นปกติ
  5. แคลเซียมมีส่วนช่วยในการลดความดันโลหิตสูง
  6. ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงให้ผนังหลอดเลือด
  7. ช่วยขับน้ำนม (ใบ)
  8. ผักกาดขาวมีออร์กาโนซัลไฟด์ (Organosulffide) และฟลาโวนอยด์ ที่ช่วยป้องกันมะเร็งและโรคหลอดเลือดหัวใจ
  9. ช่วยป้องกันโรคมะเร็งในลำไส้
  10. ช่วยรักษาโรคความดันโลหิตสูง
  11. มีส่วนช่วยป้องกันการเกิดโรคตาบอดตอนกลางคืน
  12. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเลือดออกตามไรฟัน
  13. มีส่วนช่วยกำจัดสารพิษ ของเสีย และโลหะหนักออกจากร่างกาย
  14. ผักกาดอุดมไปด้วยโฟเลตซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของทารกในครรภ์ในช่วง 3 เดือนแรก
  15. ช่วยทำให้เม็ดเลือดแดงแข็งแรงมากขึ้น
  16. ช่วยแก้หืด (เมล็ด)
  17. ช่วยแก้อาการหวัด ด้วยการต้มหัวผักกาดดื่มเป็นน้ำ
  18. ช่วยแก้อาการไอและเสมหะ ด้วยการใช้หัวผักกาดพอประมาณ ใส่ขิงและน้ำผึ้งเล็กน้อยแล้วต้มกับน้ำดื่ม (หัวผักกาด, เมล็ด)
  19. ช่วยแก้อาการเสียงแห้ง ไม่มีเสียง ด้วยการคั้นน้ำหัวผักกาดขาว เติมน้ำขิงเล็กน้อยแล้วนำมาดื่ม
  20. ช่วยแก้เลือดกำเดาออก
  21. ช่วยแก้อาเจียนเป็นเลือด
  22. ช่วยรักษาแผลในปาก ด้วยการคั้นน้ำจากหัวผักกาดขาวแล้วนำมาใช้บ้วนปากเป็นประจำ
  23. ช่วยแก้อาการเรอเปรี้ยว ด้วยการนำหัวผักกาดขาวดิบมาหั่นประมาณ 3-4 แว่นแล้วนำมาเคี้ยวกินแก้อาการ
  24. ช่วยแก้อาการเจ็บคอ (ใบ)
  25. ช่วยในการย่อยอาหาร (หัวผักกาด, ใบ)
  26. แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ
  27. ช่วยแก้ท้องเสีย (หัวผักกาด, เมล็ด, ใบ)
  28. ช่วยแก้และบรรเทาอาการท้องผูก
  29. ช่วยขับปัสสาวะ
  30. ช่วยแก้พิษสุรา
  31. ช่วยแก้อาการบวมน้ำ
  32. ช่วยรักษานิ่วในทางเดินปัสสาวะ
  33. ช่วยป้องกันและรักษาโรคเหน็บชา
  34. ช่วยแก้อาการอักเสบ
  35. ช่วยรักษาแผลไฟไหม้น้ำร้อนลวกหรือแผลโดนสะเก็ดไฟ ด้วยการใช้หัวผักกาดนำมาตำให้แหลกแล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็นแผล หรือจะใช้เมล็ดนำมาตำให้แหลกแล้วพอกก็ใช้ได้เช่นกัน (หัวผักกาด, เมล็ด)
  36. ช่วยแก้อาการฟกช้ำดำเขียว ด้วยการใช้หัวผักกาดหรือใบ นำมาตำให้ละเอียดแล้วพอกบริเวณที่ฟกช้ำ หรือจะใช้เมล็ดประมาณ 60 กรัมนำมาตำให้ละเอียดแล้วนำมาคลุกกับเหล้า (อุ่นให้ร้อน) แล้วนำมาพอกบริเวณที่เป็น (หัวผักกาด, ใบ, เมล็ด)

วิธีลดน้ำหนักแบบวิธีคีโตเจนิค

การลดน้ำหนักแบบวิธีคีโตเจนิค หรือ Ketogenic Diet นั้นเป็นการลดแบบไม่ต้องอดอาหาร ยังสามารถอร่อยไปกับอาหารประเภทที่มีไขมันอย่างชื่นชอบได้ ซึ่งกลายเป็นเทรนด์การลดน้ำหนักที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน เพราะเราสามารถรับประทานไขมันได้เต็มที่ เพียงแค่งดอาหารประเภทแป้งและน้ำตาลเท่านั้น แต่ก็มีข้อควรปฏิบัติอย่างถูกต้องด้วยเช่นกัน

คีโตเจนิคไดเอตคืออะไร
เป็นวิธีลดน้ำหนักอีกรูปแบบหนึ่งที่คล้ายกับวิธีโลว์คาร์บ ซึ่งเป็นการลดการรับประทานคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลให้น้อยที่สุด แต่ทางด้านคีโตเจนิคจะเน้นรับประทานโปรตีนกับไขมันชนิดดีเป็นหลักร่วมด้วย จึงส่งผลให้ระบบการเผาผลาญพลังงานอยู่ในภาวะ “ตกใจ” เพราะไม่มีคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาลให้เผาผลาญตามปกติ ดังนั้นร่างกายต้องใช้พลังงานจากไขมันที่เก็บสะสมมาเผาผลาญแทนนั่นเอง

วิธีรับประทานแบบคีโตเจนิคไดเอต
สิ่งที่ต้องจำไว้ให้ขึ้นใจสำหรับการลดน้ำหนักแบบคีโตเจนิคก็คือ เน้นไขมันชนิดดีและโปรตีนเท่านั้น ส่วนคาร์โบไฮเดรตจะสามารถรับประทานได้เฉพาะมื้อเช้า หรือถ้าหลีกเลี่ยงไม่รับประทานเลยตลอด 14 วันแรกได้ก็จะเป็นผลดี เมื่อผ่านช่วงเวลาเคร่งครัด 14 วันไปแล้ว จึงค่อยรับประทานแบบโลว์คาร์บควบคู่ไปด้วย แต่ไม่ควรใช้วิธีอย่างต่อเนื่องถึง 6 เดือน เนื่องจากอาจจะส่งผลให้ร่างกายสูญเสียมวลกล้ามเนื้อได้

อาหารที่รับประทานได้และห้ามรับประทาน
ผู้ที่ลดน้ำหนักแบบวิธีคีโตเจนิคสามารถรับประทานโปรตีนและไขมันได้ ไม่ว่าจะเป็นเนื้อสัตว์ต่าง ๆ เนื้อติดมัน หมูสามชั้น เบคอน ถั่วทุกชนิด ชีส นมพร่องมันเนย น้ำมันมะกอก และน้ำมันมะพร้าว แต่ใน 1 วันนั้นควรต้องมีทั้งไขมันจากพืชและสัตว์ด้วย อีกทั้งควรดื่มน้ำเปล่าให้ได้อย่างน้อยวันละ 8 แก้ว และดื่มกาแฟได้

ส่วนอาหารที่ห้ามรับประทานก็คือประเภทที่มีน้ำตาลทั้งหมด รวมถึงอาหารที่มีไขมันทรานส์และผักที่มีปริมาณคาร์โบไฮเดรตสูงอย่างเช่นเผือกกับหัวมัน และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ก็ควรงดเว้นรับประทานด้วยเช่นกัน

ผลข้างเคียงของการลดน้ำหนักด้วยวิธีคีโตเจนิค
ช่วงแรก ๆ ที่รับประทานอาหารแบบคีโตเจนิคนั้น ร่างกายจะรู้สึกอ่อนเพลียง่าย อารมณ์หงุดหงิดในบางคน และมีกลิ่นปาก ซึ่งอาการเหล่านี้ถือว่าเป็นอาการปกติที่เกิดจากการไม่ได้รับประทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล แต่เมื่อรับประทานไปสักระยะหนึ่งแล้วร่างกายดึงไขมันออกมาเผาผลาญ ตับก็จะไม่หลั่นอินซูลินออกมาควบคุมน้ำตาล จากนั้นเราจึงไม่รู้สึกเหนื่อยง่ายหรืออ่อนเพลียง่ายอีกต่อไป

ทั้งนี้ไม่ว่าเราจะเลือกใช้วิธีลดน้ำหนักด้วยวิธีคีโตเจนิค หรือแบบใดก็ตาม ควรมีการศึกษาขั้นตอนและผลลัพธ์อย่างละเอียด รวมถึงการออกกำลังกายอย่างเสมอพร้อมกับตรวจสุขภาพด้วย เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอันตรายแก่สุขภาพร่างกายของเรา

วิธีจัดอาหารในตู้เย็น ควรวางยังไง วางตรงไหนดี 

สำหรับเครื่องใช้ไฟฟ้าที่จำเป็นในปัจจุบันนี้ ก็คงขาดตู้เย็นไปไม่ได้ เพราะตู้เย็นมันอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าที่เรามีไว้ถนอนอาหาร หากเป็นอาหารสดก็สามารถเก็บไว้ในตู้เย็นได้นานเลยทีเดียว แต่หากเราเอาวางไว้นอกตู้เย็น คงใช้เวลาไม่นาน อาหารก็อาจจะเสียได้ ตู้เย็นจึงสำคัญมาก วันนี้เราจึงมีบทความ วิธีจัดอาหารในตู้เย็น ควรวางยังไง วางตรงไหนดี มาฝากกัน

ตู้เย็นแต่ละชั้นมีอุณหภูมิและความชื้นที่ไม่เหมือนกัน เช่น ชั้นวางด้านบนเป็นจุดที่เย็นที่สุดเพราะอยู่ใกล้กับพัดลมและคอนเดนเซอร์ ชั้นวางด้านล่างเป็นจุดที่เย็นรองลงมาเพราะอากาศตกบริเวณนี้ ส่วนชั้นวางตรงกลางและข้างประตูเป็นจุดที่อุ่นที่สุดเมื่อเทียบกับทั้งชั้นบนและชั้นล่าง ดังนั้นแต่ละชั้นจึงเหมาะกับการเก็บอาหารที่แตกต่างกันออกไป ดังนี้

ช่องฟรีซ เหมาะจะเก็บผักและเนื้อสัตว์แช่แข็งของที่ไวต่อแสงและความร้อน เช่น เนื้อสัตว์แปรรูป เกล็ดขนมปัง แป้งสาลี ถั่ว รวมถึงน้ำซุปหรือน้ำสต๊อกต่าง ๆ ที่ทำเก็บไว้ 

ชั้นวางด้านบน เหมาะจะเก็บอาหารปรุงสำเร็จพร้อมกิน เช่น ข้าวแกง ข้าวกล่อง เครื่องปรุงที่ใช้ไม่บ่อย เช่น กะทิ พริกแกง ผลไม้ที่แช่ตู้เย็นได้ เช่น ส้ม องุ่น แอปเปิล เมลอน เบอร์รี รวมถึงของดองต่าง ๆ

ชั้นวางตรงกลาง เหมาะจะเก็บอาหารเหลือกินที่ใส่ในภาชนะที่มีฝาปิดมิดชิด ชีสและเนยแข็งที่ใส่กล่องอย่างดีหรือห่อด้วยแผ่นรองอบและอยู่ในถุงปิดสนิท ไข่ในแผง ขนมปังแซนด์วิช ขนมปังมันฝรั่ง และโคลด์คัตหรือเนื้อตัดเย็น (เนื้อสัตว์ปรุงสุกที่หั่นเป็นชิ้น พร้อมแก่การกินหรือทำอาหารอื่น)

ชั้นวางด้านล่าง เหมาะจะเก็บเนื้อสด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ เนื้อปลา รวมถึงนมและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ที่ทำจากนม

ช่องแช่ผัก เหมาะจะเก็บผักและสมุนไพรต่าง ๆ ที่ใส่ในถุงที่มีรูระบายอากาศหรือเปิดด้านบนเล็กน้อย

ชั้นวางข้างประตูด้านบน เหมาะจะเก็บไข่ที่ไม่ใส่ในแผง รวมถึงเนยหรือชีสที่ใช้บ่อยและห่ออย่างดี

ชั้นวางข้างประตูตู้เย็นตรงกลาง เหมาะจะเก็บเครื่องปรุงรสที่อยู่ในขวด เช่น ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก มัสตาร์ด มายองเนส และน้ำสลัด

ชั้นวางข้างประตูตู้เย็นด้านล่าง เหมาะจะเก็บเครื่องดื่มต่าง ๆ เช่น น้ำดื่ม นมสด น้ำผลไม้ และน้ำอัดลม

อาหารแต่ละชนิดแช่ตู้เย็นได้กี่วัน

1. ไข่ไก่

  • ไข่ดิบ เก็บในตู้เย็นได้ 3-5 สัปดาห์ ไม่ควรเก็บในช่องฟรีซ
  • ไข่ต้ม เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ ไม่ควรเก็บในช่องฟรีซ
  • เมนูไข่ เก็บในตู้เย็นได้ 4 วัน

2. เนื้อไก่

  • ไก่สดเป็นตัว เก็บในตู้เย็นได้ 1-2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 1 ปี
  • ไก่สดเป็นชิ้น เก็บในตู้เย็นได้ 1-2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 9 เดือน

3. เนื้อสด

  • เนื้อบด (หมู วัว) เก็บในตู้เย็นได้ 1-2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 3-4 เดือน
  • เนื้อสด (หมู วัว) เก็บในตู้เย็นได้ 3-5 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 4-12 เดือน
  • เนื้อปรุงสุก เก็บในตู้เย็นได้ 3-4 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 2-6 เดือน
  • เครื่องในสัตว์ปีก เก็บในตู้เย็นได้ 2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 3-4 เดือน

4. อาหารทะเล

  • ปลา เก็บในตู้เย็นได้ 2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 6 เดือน
  • หอย เก็บในตู้เย็นได้ 2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 3-6 เดือน

5. เบคอนและแฮม

  • เบคอน เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ เก็บในช่องฟรีซได้ 1 เดือน
  • แฮมดิบ เก็บในตู้เย็นได้ 3-5 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 6 เดือน
  • แฮมปรุงสุก เก็บในตู้เย็นได้ 3-4 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 3-4 เดือน
  • แฮมกระป๋องที่เปิดแล้ว เก็บในตู้เย็นได้ 5-14 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน
  • แฮมกระป๋องที่ยังไม่เปิด เก็บในตู้เย็นได้ 6-9 เดือน ไม่ควรเก็บในช่องฟรีซ

6. ไส้กรอก

  • ไส้กรอกเปิดซองแล้ว เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน
  • ฮอตดอกยังไม่เปิดซอง เก็บในตู้เย็นได้ 2 สัปดาห์ เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน
  • ไส้กรอกดิบ (เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว) เก็บในตู้เย็นได้ 1-2 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน
  • ไส้กรอกปรุงสุก (เนื้อไก่ เนื้อหมู เนื้อวัว) เก็บในตู้เย็นได้ 1 สัปดาห์ เก็บในช่องฟรีซได้ 1-2 เดือน

7. สลัดและซุป

  • สลัดผัก (มีไข่, ไก่, แฮม, ทูน่า) เก็บในตู้เย็นได้ 3-4 วัน ไม่ควรเก็บในช่องฟรีซ
  • ซุป (ผักหรือเนื้อ) เก็บในตู้เย็นได้ 3-4 วัน เก็บในช่องฟรีซได้ 2-3 เดือน

8. อาหาร

  • อาหารสำเร็จรูปที่ซื้อมาจากร้านค้า เก็บในตู้เย็นได้ 4 วัน
  • อาหารที่กินเหลือ เก็บในตู้เย็นได้ 2-3 วัน

สำหรับ วิธีจัดอาหารในตู้เย็น ควรวางยังไง วางตรงไหนดี ที่เรานำมานั้น ก็เป็นเพียงแนวทางสำหรับคนที่ไม่รู้ หรือไม่รู้จัดวางยังไง เพื่อเป็นความรู้เอาไว้ แต่ก็อย่าลืมคำนึงถึงอายุของอาหารแต่ละชนิด อย่างไรก็ตามระยะเวลาดังกล่าวเป็นเพียงแค่ข้อมูลเบื้องต้นเท่านั้น ทางที่ดีต้องตรวจเช็กสภาพ กลิ่น และสีของอาหารก่อนนำมาปรุงทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยและสุขอนามัยที่ดีของทุกคนในครอบครัวด้วย

วิธียืดอายุการใช้งานเครื่องสำอาง เก็บอย่างไรให้ถูกต้อง

สำหรับ เครื่องสำอางของสาวๆ บางคนนั้นก็คงมีเยอะมากๆ จนแทบจะใช้ไม่เคยหมด แต่ที่จะหมดคงเป็นอายุการใช้งานของเครื่องสำอางแต่ละชิ้นมากกว่า จะดีกว่าไหม ถ้าเรารู้วิธีช่วยยืดอายุการใช้งานเครื่องสำอางเพราะเจ้าเครื่องสำอางแสนรักจะได้อยู่กับเรานานขึ้น

วันนี้เราจึงมี บทความ วิธียืดอายุการใช้งานเครื่องสำอาง เก็บอย่างไรให้ถูกต้อง มาฝากสาวๆกัน เพราะเครื่องสำอางแต่ละชิ้นก็ไม่ใช่ว่าจะราคาถูก จะให้ทิ้งไปเฉยๆ ก็คงอาจจะเสียดายแย่

1. เก็บให้พ้นแสงแดด
สำหรับเครื่องสำอางนั้นเป็นสิ่งที่เราควรเก็บให้พ้นจากแสงแดด คงรู้กันอยู่แล้วว่าเครื่องสำอางนั้นไม่ควรโดนความร้อน ไม่ควรเจอแสงแดดเลย เพราะการโดนแสงแแดดจะทำให้เครื่องสำอางแสนรักของเรานั้นหมดอายุเร็วขึ้น  โดยเฉพาะพวกที่จะสามารถละลายได้อย่างลิปสติก แสงแดดจะทำให้น้ำมันที่เป็นส่วนผสมในลิปสติกละลายออกมา ทำให้เนื้อลิปสติกหมดอายุได้

2. ปิดฝาให้สนิทหลังใช้เสร็จ
เครื่องสำอางส่วนใหญ่แทบทุกชนิดเลยที่จะมีฝาเปิดปิด นั่นเป็นเพราะมันช่วยป้องกันไม่ให้ฝุ่นละอองต่างๆ ลงไปปะปนกับเครื่องสำอาง ซึ่งทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสำอางเหล่านั้นน้อยลงด้วย ดังนั้นใช้เสร็จแล้วอย่าลืมปิดฝา เพื่อยืดอายุของเครื่องสำอางให้ใช้ได้นานๆ

3. ไม่ใช้มือสัมผัส
เครื่องสำอางเกือบทุกชนิดควรมีอุปกรณ์สำหรับตัก เช่น ครีมบำรุง ลิปสติก อายแชโดว์ ฯลฯ ซึ่งหลายๆ คนยังใช้มือในการป้ายครีม ใช้มือแตะอายแชโดว์ ทาปากด้วยลิปสติกแท่ง ซึ่งจริงๆ ไม่ผิดค่ะ แต่ถ้าอยากยืดอายุเครื่องสำอางให้นานขึ้น แนะนำให้ใช้พายตักครีม มีดตัดลิปสติก พู่กันแต้มอายแชโดว์จะดีกว่า เพราะมันถนอมเนื้อผลิตภัณฑ์ ป้องกันแบคทีเรียมาทำปฏิกริยากับเนื้อผลิตภัณฑ์ จึงทำให้อายุการใช้งานของเครื่องสำอางยาวนานขึ้น

4. เก็บไว้ในตู้เย็น
เป็นวิธีที่ดีเลยนะ เพราะความเย็นจะช่วยคงสภาพของเครื่องสำอางที่เป็นเนื้อครีมได้ดี แต่ถ้าจะให้ยิ่งดีควรเป็นตู้เย็นที่แยกกับอาหารสดนะ เพราะพวกกลิ่นจากอาหารสดอาจมีผลต่อเครื่องสำอางของเราได้ ถ้าเครื่องสำอางมีกลิ่นไม่พึงประสงค์คงจะไม่ดีนัก หากเรามีเครื่องสำอางที่แสนแพงแล้ว การลงทุนซื้อตู้เย็นสำหรับแช่ครีมก็อาจจะเป็นทางเลือกที่ดี

เมื่อได้รู้ วิธียืดอายุการใช้งานเครื่องสำอาง เก็บอย่างไรให้ถูกต้อง ก็อย่าลืมนำไปใช้กันนะ เจ้าเครื่องสำอางแสนรัก แสนแพง จะได้อยู่กับเราไปนานๆ