ปลาเพียวขุ่น 

ปลาเพียวขุ่น (อังกฤษ: false glass catfish, striped glass catfish, East indies glass catfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Kryptopterus macrocephalus) เป็นปลาน้ำจืดประเภทหนึ่งในตระกูลปลาเนื้ออ่อน (Siluridae) มีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาก้างพระร่วง (K. vitreolus) ที่อยู่ในสกุลและสกุลเดียวกัน แต่ว่าปลาเพียวขุ่นจะมีขนาดลำตัวที่ใหญ่กว่า มีลำตัวที่ขุ่นทึบกว่า รวมทั้งมีหนวดยาวกว่า ในประเทศไทย อาศัยอยู่เฉพาะป่าพรุโต๊ะแดงในจังหวัดนราธิวาสแค่นั้น ในต่างประเทศพบตามพรุคาบสมุทรมลายู โดยมีอุปนิสัยรวมทั้งพฤติกรรมคล้ายกับปลาก้างพระร่วง จึงได้มีอีกชื่อเรียกชื่อหนึ่งว่า “ปลาก้างพระร่วงป่าพรุ”

 

นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกชนิดหนึ่ง

ปลาซ่า

ปลาซ่า เป็นชื่อสามัญของปลานํ้าจืดหลายสกุลในสกุลปลาตะเพียน (Cyprinidae) ได้แก่ สกุลปลาสร้อยนกเขา (Osteochilus), สกุลปลาสร้อยลูกนุ่น (Labiobarbus) ฯลฯ บางจำพวกมีจุดสีดำบนเกล็ดข้างตัวจนเห็นเป็นลาย 6–10 เส้น ที่โคนหางมีจุดสีดำ ขนาดยาวได้ถึง 30 ซม.

 

ปลาในสกุลดังกล่าวมีพฤติกรรมชอบรวมตัวกันเป็นฝูง เมื่อตกใจจะกระโดดขึ้นเหนือน้ำพร้อมๆกันจนเกิดเสียงดังซ่า จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก “ปลาซ่า

 

ปลาสร้อยนกเขา

ปลาสร้อยนกเขา (อังกฤษ: hard-lipped barb, lipped barb, nilem carp, orange shark; ชื่อวิทยาศาสตร์: Osteochilus vittatus) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในตระกูลปลาตะเพียน (Cyprinidae)

 

มีลำตัวค่อนข้างแบน ปากเล็ก มีหนวด 2 คู่คือที่บริเวณ ขากรรไกรบน และใต้คางอย่างละ 1 คู่ บริเวณท้องมีสีเขียวสด ด้านล่างสีขาวนวล ใต้ท้องสีขาว มีจุดสีดำบนเกล็ดต่อเนื่องกันจนดูเป็นลายสีดำ 6-8 ลายด้านข้างลำตัว ครีบท้อง ครีบก้น และครีบท้องเป็นสีแดง ครีบอกมีลายเป็นสีเขียวอ่อน ที่โคนครีบหางมีจุดสีดำขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน จัดเป็นปลาที่มีความสวยงามชนิดหนึ่ง

 

มีความยาวเต็มที่ประมาณ 30 ซม. เป็นปลาที่อาศัยอยู่รวมตัวกันเป็นฝูงในแหล่งน้ำทุกภาคของประเทศไทยและยังพบได้ในหลายประเทศในภูมิภาคอินโดจีนอีกด้วย และเจอไปจนถึงแหลมมลายูและเกาะต่างๆในประเทศอินโดนีเซีย กินอาหารจำพวกสาหร่ายและตะไคร่น้ำใต้พื้นน้ำ จัดเป็นปลาที่หาได้ง่าย และนิยมจับมาบริโภคกัน โดยชอบจับได้ทีละครั้งละมากๆ

 

นอกจากนี้แล้วยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีก โดยยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีก เช่น “ขี้ขม”, “ซ่า”, “นกเขา” หรือ “ขาวอีไท” ในภาษาเหนือ ฯลฯ

ปลาสร้อยลูกกล้วย หรือ ปลามะลิเลื้อย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Labiobarbus siamensis)เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในสกุลปลาสร้อยลูกนุ่น (Labiobarbus) ในตระกูลปลาตะเพียน (Cyprinidae)

ถิ่นที่อยู่

ปลาสร้อยลูกกล้วยมีถิ่นกำเนิดและอาศัยในไทย (พบได้ทั่วทุกภาค โดยเฉพาะในแม่น้ำสายหลักและสาขาในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำโขง)ลาว (เช่นในแถบที่ลุ่มโขง แถบที่ลุ่มเซบั้งไฟ แล้วก็ที่ลุ่มเทิน); กัมพูชา (ได้แก่ที่ทะเลสาบเขมรและแม่น้ำโขงที่จังหวัดสตึงแตรง) และภาคใต้ของเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบเห็นที่บริเวณเขื่อนเจินเดอโระฮ์ในเมืองเปรักทางภาคเหนือของมาเลเซียตะวันตก แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

 

ลักษณะ

ปลาสร้อยลูกกล้วยมีขนาดยาวประมาณ 10–18 ซม. ลำตัวเพรียวยาว หัวเล็ก หางคอด และปากเล็ก มีหนวดที่มุมปาก 2 คู่ ยาวเลยขอบหลังตา ต่างจากปลาสร้อยลูกนุ่นหรือปลาหลาวทอง (L. leptocheilus) ซึ่งมีหนวดมุมปากสั้นกว่า ไม่ถึงขอบหลังตา ลำตัวสีเงินวาว เกล็ดเล็ก มีแถบสีคล้ำ 5–6 แถบ พาดไปตามความยาวของลำตัว เกล็ดใต้ท้องสีขาวนวล ครีบสีจางหรือเหลืองอ่อน ครีบหลังเป็นแผงยาวถึงโคนหาง ครีบหางเว้าลึก สีเหลืองออกแดงเรื่อๆบางตัวมีแต้มจุดที่หลังครีบอกรวมทั้งโคนหาง

 

พฤติกรรม

ปลาสร้อยลูกกล้วยอาศัยอยู่ทั้งในแหล่งนํ้านิ่งและแหล่งนํ้าไหล ไม่ว่าจะเป็นหนองบึงหรือแม่น้ำลำธารก็ตาม เป็นปลาที่มีชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงประมาณ 10–20 ตัวหรือมากกว่านั้น และก็พบมากรวมกับปลาสร้อยจำพวกอื่นๆโดยจะอยู่รอบๆพื้นทรายหรือรอบๆน้ำตื้นใกล้ริมฝั่งที่มีกองไม้ ขอนไม้ ต้นหญ้า เพื่อหาอาหาร ซึ่งตัวอย่างเช่น สัตว์หน้าดินขนาดเล็กรวมทั้งพลิกก์ตอนชนิดพืช ตะไคร่ และก็ไรน้ำ

 

ในอดีต ปลาสร้อยลูกกล้วยมีอยู่อย่างชุกชุม เมื่อตกใจจะกระโดดขึ้นจากผิวน้ำพร้อมกันทำให้เกิดเสียงดังซ่า จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ปลาซ่า” ซึ่งเป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกปนกับปลาสร้อยชนิดอื่นๆที่มีพฤติกรรมเหมือนกัน เช่น ปลาสร้อยนกเขา (O. vittatus) ในสกุลปลาสร้อยนกเขา (Osteochilus) ปลาสร้อยลูกนุ่น (L. leptocheilus), ปลาสร้อยลูกกล้วยลาย (L. lineatus) ในสกุลปลาสร้อยลูกนุ่น ฯลฯ นอกจากนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีชื่อเรียกปลาสร้อยชนิดต่างๆในสกุลปลาสร้อยลูกนุ่นนี้ว่า “ปลาคุยลาม” ด้วย

 

การใช้ประโยชน์

ปลาสร้อยลูกกล้วยและปลาสร้อยชนิดอื่นๆเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป โดยนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี เช่น ทอด ย่าง ต้มแกง เข้าเครื่องลาบ หรือแปรรูปเป็นปลาแห้ง ปลาส้ม ปลาแดก ฯลฯ ในอดีตครั้งยังพบชุกชุมมีการนำมาทำน้ำปลา นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้เพราะมีความสวยงามและอดทน

ปลาหยะเค

ปลาหยะเค

ปลาหยะเค เป็นภาษากะเหรี่ยง ที่หมายถึงปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gagata dolichonema อยู่ในวงศ์ปลาแค้ (Sisoridae)

ลักษณะ

มีลักษณะลำตัวทรงกระบอก แบนข้างเล็กน้อย หัวทู่ ตาใหญ่ แต่ม่านตาเล็กคล้ายตางู ปากเล็ก มีหนวด 4 คู่ ครีบหลังยกสูง ครีบไขมันเล็ก ครีบหางเว้าลึก ลำตัวมีสีสันสดใสสวยงาม โดยมีสีฟ้า สีขาว เหลือบเหลืองทองหรือเขียวสลับกันไปทั้งตัวและมีแต้มสีคล้ำ ท้องสีจาง ครีบใส ครีบไขมันมีขอบสีคล้ำ ครีบหางมีแถบสีคล้ำ เป็นปลาขนาดเล็ก ลำตัวกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ขนาดใหญ่สุด 13 เซนติเมตร

พฤติกรรมของปลาหยะเคและที่อยู่อาศัย

ปลาหยะเค กินอาหารได้แก่ ไส้เดือนน้ำ, แมลงน้ำขนาดเล็ก, ตะไคร่น้ำ โดยมีพฤติกรรมอยู่ในบริเวณใกล้พื้นท้องน้ำ พบอาศัยอยู่ในน้ำไหลที่มีพื้นเป็นทรายหรือโคลนของลุ่มแม่น้ำสาละวินเท่านั้น ตั้งแต่มณฑลยูนนานในประเทศจีน เป็นปลาที่พบได้ทุกฤดูกาล ใช้บริโภคในพื้นที่ และเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ซึ่งนานครั้งจึงจะพบในขายในตลาดปลาสวยงาม และเป็นชนิดที่เลี้ยงยาก เพราะต้องอาศัยอยู่ในน้ำไหลแรงและสะอาดมีปริมาณอ็อกซิเจนละลายในน้ำสูงเหมือนปลาแค้ขี้หมู (Erethistes maesotensis)

 

ชื่อพื้นถิ่น

คำว่า “หยะเค” หรือ “หยะคุย” หรือ “ยะคุย” เป็นภาษาของชาวกะเหรี่ยง ใช้เรียกปลาในตระกูลปลาแค้โดยไม่แยกชนิด โดยที่คำว่า “หยะ” หรือ “ยะ” แปลว่า “ปลา”
ปลาเนื้ออ่อน (อังกฤษ: Sheatfish, ชื่อวิทยาศาสตร์: Siluridae) ในอันดับปลาหนัง (Siluriformes) รูปร่างเพรียวยาว ลำตัวแบนข้างมาก ใช้ชื่อวงศ์ว่า Siluridae (/ไซ-เลอร์-อิ-ดี้/)

ส่วนหัวมักแบนราบหรือแบนข้างในบางชนิด ปากกว้าง มีฟันซี่เล็กและแหลมขึ้นบนขากรรไกรและเป็นแผ่นบนเพดาน มีหนวด 2-3 คู่

ครีบก้นยาวมากกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัว ไม่มีครีบไขมัน ครีบหลังเล็กมาก ไม่มีก้านครีบแข็งแหลมที่ครีบอกและครีบหลัง ครีบหางเว้าตื้นหรือเป็นแฉก ครีบอกมีขนาดใหญ่ ครีบท้องเล็ก เป็นปลากินเนื้อเป็นอาหาร ได้แก่ แมลงขนาดเล็ก, ปลาขนาดเล็ก, กุ้งฝอย และสัตว์หน้าดินต่าง ๆ วางไข่แบบจมติดกับวัสดุใต้น้ำ

กระจายพันธุ์ไกล พบตั้งแต่ยุโรป, เอเชียตอนบน, อินเดียไปจนถึงอินโดนีเชีย

เป็นปลาเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย, กัมพูชา

เฉพาะที่พบในประเทศไทยมีราว 30 ชนิด ชนิดที่มีขนาดเล็กสุด เช่น ปลาก้างพระร่วง (Krytopterus vitreolus) ที่มีความยาวราว 6.5-8 เซนติเมตร นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ใหญ่ที่สุดคือ ปลาเวลส์ (Silurus glanis) พบในยุโรป ที่สามารถยาวได้ถึง 3 เมตร และหนักกว่า 113 กิโลกรัม และชนิดใหญ่ที่สุดที่พบในประเทศไทยคือ ปลาค้าวขาว (Wallago attu) ใหญ่ได้ถึง 2 เมตร

ตัวอย่างปลาในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน เช่น

1.ปลาก้างพระร่วง
2.ปลาขาไก่
3.ปลาคางเบือน
4.ปลาค้าวขาว
5.ปลาชะโอน
6.ปลาชะโอนหิน
7.ปลาดังแดง
8.ปลาแดง
9.ปลาน้ำเงิน
10.ปลาสายยู

วงศ์ปลาเนื้ออ่อน

ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ไมโอซีน-ปัจจุบัน ปลาก้างพระร่วง (Kryptopterus vitreolus)
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
อันดับ: Siluriformes
วงศ์: Siluridae
Cuvier, 1816
สกุล

ปลาหัวตะกั่ว

ปลาหัวตะกั่ว ปลาหัวตะกั่วทองคำ

ปลาหัวตะกั่ว หรือ ปลาหัวเงิน หรือ ปลาหัวงอน (อังกฤษ: Blue panchax, Whitespot panchax) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aplocheilus panchax อยู่ในตระกูลปลาหัวตะกั่ว (Aplocheilidae)

มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับปลาในตระกูลปลาซิวข้าวสาร (Adrianichthyidae) ซึ่งเป็นปลาต่างตระกูลกัน มีลำตัวกลมยาว หัวโตกว้าง มองด้านข้างเห็นปลายแหลม สันหัวแบน ปากซึ่งอยู่ปลายสุดเชิดขึ้น ตาโต และอยู่ชิดแนวสันหัว เกล็ดใหญ่ ครีบต่างๆมีขอบกลม ครีบข้างหลังมีขนาดเล็กอยู่ใกล้ครีบหาง พื้นลำตัวมีสีเทาอมเหลือง ครีบต่างๆสีออกเหลือง โคนครีบหลังสีดำ มีจุดเด่นหมายถึงมีจุดกลมสีเงินเหมือนสีของตะกั่วขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่บนสันหัวระหว่างนัยน์ตา อันเป็นที่มาของชื่อเรียก

มีขนาดยาวประมาณ 8 เซนติเมตร แต่มีขนาดโดยเฉลี่ยราว 3-6 เซนติเมตร พบกระจายจำพวกทั่วๆไปในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยตั้งแต่อนุทวีปประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงอินโดนีเซีย สำหรับในประเทศไทยพบกระจายอยู่ทุกภาค จัดเป็นปลาที่หาได้ง่าย และก็เป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นในตระกูลนี้ที่พบได้ในประเทศ

มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง กินตัวอ่อนของแมลงน้ำ เช่น ลูกน้ำและแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหาร ตัวผู้มีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าตัวเมีย ครีบใหญ่กว่าและสีสันต่างๆก็สดกว่า และมีนิสัยก้าวร้าวชอบกัดกันเองในฝูง ผู้คนในสมัยก่อนจึงนักนิยมจับมาเลี้ยงดูเพื่อการกัดกันเป็นการพนันเสมือนปลากัดหรือปลาเข็ม

หลวงมัศยจิตรการและโชติ สุวัตถิ ได้กล่าวถึงปลาหัวตะกั่วเมื่อปี พุทธศักราช 2503 ไว้ว่า

ปลาประเภทนี้รู้จักกันในชื่อ หัวตะกั่ว มากยิ่งกว่าชื่ออื่น แม้ว่าจะมีชื่อ หัวเงิน แล้วก็ หัวงอน ก็ตาม เป็นปลาขนาดเล็ก ถูกใจอยู่ตามผิวน้ำ ซึ่งอาจจะแลเห็นจุดขาวตะกั่วบนหัวได้เสมอ เนื่องด้วยปลาประเภทนี้ชอบกินลูกน้ำ ก็เลยนับว่าทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์อย่างหนึ่ง

ปลาหัวตะกั่วมีชื่อเรียกในภาษาใต้ว่า “หัวกั่ว” ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์กันเป็นปลาสวยงาม

 

ปลาหัวตะกั่วทองคำ

ปลาหัวตะกั่วทองคำ หรือชื่อที่เรียกในวงการปลาสวยงามว่า ปลามังกรน้อย (อังกฤษ: Striped panchax, Golden wonder killifish, Malabar killi) เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aplocheilus lineatus อยู่ในสกุลปลาหัวตะกั่ว หรือ ตระกูลปลาคิลลี่ (Aplocheilidae)

มีรูปร่างทั่วไปคล้ายกับปลาหัวตะกั่ว (A. panchax) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน ซึ่งพบในภูมิภาคทวีปเอเชียทิศตะวันออกเฉียงใต้ แต่สำหรับปลาหัวตะกั่วทองคำนั้นจะพบในตอนใต้ของประเทศอินเดีย และศรีลังกา

มีขนาดความยาวเต็มกำลังโดยประมาณ 10 เซนติเมตร จัดเป็นปลาประเภทหนึ่งในเครือญาตินี้ที่มีขนาดใหญ่ เพศผู้มีครีบที่แหลมยาวคล้ายหอกกว่าตัวเมีย และมีแถบสีแดงและดำบริเวณครีบ ซึ่งตัวเมียไม่มี

เป็นปลาที่มีสีสันสวยงามมากชนิดหนึ่ง โดยจะมีสีเหลืองทองสว่างไสวไปทั่วทั้งตัว อันเป็นที่มาของชื่อเรียก ขณะที่บางตัวที่มีสีซีดจะเป็นสีเขียวหรือขาวจางๆ

เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม โดยเฉพาะในตู้ไม้น้ำ หรือเลี้ยงเดี่ยวๆซึ่งสามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้แล้ว โดยเป็นปลาที่ออกไข่แพร่พันธุ์ง่าย ปลาจะวางไข่ติดกับไม้น้ำ ไข่จะมีเส้นใยพันอยู่รอบ ใช้เวลาฟักเป็นตัวราว 12-14 วัน ปลาแก่ยืนยาวได้ถึง 4 ปี โดยมีตอนเว้นระยะการวางไข่ราว 2 อาทิตย์

ปลาคู้ ปลาคู้ดำ

ปลาคู้ หรือ ปลาเปคู (โปรตุเกส: Pacu ปากู) หรือที่นิยมเรียกกันในเชิงการเกษตรว่า ปลาจะละเม็ดน้ำจืด เป็นชื่อสามัญที่เรียกปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดจำพวกหนึ่งในตระกูลปลาติดอยู่ราซิน (Characidae) ในตระกูลย่อย Serrasalminae หรือตระกูลย่อยของปลาปิรันยา

 

ปลาคู้มีรูปร่างโดยรวมคล้ายกับปลาปิรันยาซึ่งอยู่ในตระกูลย่อยเดียวกัน หากแต่อยู่ต่างสกุลกัน โดยปลาคู้นั้นจะมีรูปร่างที่ใหญ่โตกว่าปลาปิรันยามาก โดยอาจยาวได้ถึง 80-110 ซม. และอาจหนักได้เกือบ 40 กิโล รวมทั้งมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกันหมายถึงปลาคู้จะกินได้อีกทั้งพืชและสัตว์ โดยบางครั้งอาจจะขึ้นไปบนผิวน้ำเพื่อรอกินผลไม้หรือลูกไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นได้เลย ขณะที่ปลาปิรันยาจะกินแต่เนื้อเพียงอย่างเดียว

อีกประการหนึ่งที่แตกต่างกัน คือ ฟันแล้วก็กรามของปลาคู้แม้จะแข็งแรงและแหลมคม แต่ว่าก็ไม่เป็นซี่แหลมเหมือนปลาปิรันยา และกรามล่างจะไม่ยื่นยาวออกมาจนเห็นได้ชัด

 

ปลาคู้มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง กระจายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้เป็นต้นว่า อเมซอน, โอรีโนโก ฯลฯ

ปลาที่ได้ชื่อว่าเป็น ปลาคู้ จะเป็นปลาที่อยู่ในสกุล Acnodon, Colossoma, Metynnis, Mylesinus, Mylossoma, Ossubtus, Piaractus, Tometes และUtiaritichthys

 

เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันเป็นปลาเศรษฐกิจในหลายส่วนของโลก4รวมทั้งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากเป็นปลาที่โตได้เร็วมาก กินเก่ง กินอาหารได้ไม่เลือก อีกทั้งยังพบว่าเป็นปลาที่ช่วยสำหรับเพื่อการกำจัดหอยเชอรี่อันเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญได้อีกด้วย5 ประกอบกับเนื้อมีรสชาติอร่อยสามารถปรุงเป็นของกินได้มากมาย ทั้งยังนิยมตกกันเป็นเกมกีฬาด้วย แม้กระนั้นด้วยความแพร่หลายนี้ ทำให้กลายเป็นปัญหาของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในบางพื้นที่

 

สำหรับในประเทศไทย ชนิดของปลาคู้ที่นำเข้ามาและนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย คือ ปลาคู้แดง (Piaractus brachypomus) แล้วก็ปลาคู้ดำ (Colossoma macropomum) ซึ่งเป็นชนิดที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ยังนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยด้วย

 

ปลาคู้ แม้จะได้ชื่อว่าไม่เป็นปลาอันตรายต่อมนุษย์เท่ากับปลาปิรันยา แต่ที่ปาปัวนิวกินีรวมทั้งสหรัฐอเมริกา กลับมีปลาคู้ที่มีพฤติกรรมกัดอัณฑะของผู้ที่ตกปลาหรือลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำถึงขั้นเสียชีวิตมาแล้ว

ปลาคู้ดำ (Colossoma macropomum)

ปลาคู้แดง (Piaractus brachypomus)

การจำแนกชั้นทางด้านวิทยาศาสตร์

  • อาณาจักร: Animalia
  • ไฟลัม: Chordata
  • ชั้น: Actinopterygii
  • ชั้น: Characiformes
  • ตระกูล: Characidae
  • ตระกูลย่อย: Serrasalminae
  • สกุล

 

ปลาคู้ดำ หรือ ปลาเปคูดำ (อังกฤษ: Blackfin pacu, Black pacu) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colossoma macropomum อยู่ในตระกูลCharacidae ตระกูลย่อยSerrasalminae มีรูปร่างทั่วๆไปเหมือนปลาปิรันยา ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน แม้แต่ว่าปลาคู้ดำจะมีส่วนเว้าของหน้าผากเว้าเข้ามากกว่า โคนหางจะคอดเล็ก ฟันข้างในปากมีสภาพเป็นหน้าตัดคล้ายฟันมนุษย์ไม่แหลมคม เมื่อเทียบกับส่วนของลำตัว ลำตัวแล้วก็ปลายหางจะมีสีเงินผสมดำ แล้วก็เมื่อปลาโตเพิ่มขึ้นในส่วนของสีดำนี้ก็จะเห็นกระจ่างขึ้นด้วย

 

มีขนาดโตเต็มกำลังได้ถึง 1 เมตร หนักได้ถึง 40 โล มีบ้านเกิดในทวีปอเมริกาใต้ในบริเวณลุ่มน้ำอเมซอนและแม่น้ำโอริโนโคซึ่งเป็นแม่น้ำสาขา มีพฤติกรรมชอบอาศัยอยู่รวมเป็นฝูง กินได้ทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งแตกต่างไปจากปลาปิรันยาที่จะกินเพียงสัตว์อย่างเดียว และยังสามารถกินเมล็ดพืชที่ตกลงน้ำได้อีกด้วย โดยมักไปรอกินบริเวณผิวน้ำ

 

ปลาคู้ดำ จัดเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์ย่อย Serrasalminae อันเป็นสกุลย่อยเดียวกับปลาปิรันยา แม้กระนั้นไม่มีนิสัยดุร้ายเท่า มีชื่อเป็นภาษาพื้นเมืองเรียกว่า Tambaqui หรือ Cachama หรือ Gamitana และเป็นปลาเพียงชนิดเดียวด้วยที่อยู่ในสกุล Colossoma1

 

เป็นปลาที่นิยมบริโภคกันในท้องถิ่น สามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่นเดียวกับปลาปิรันยาชนิดอื่นๆสำหรับในประเทศไทย ปลาคู้ดำได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในฐานะเป็นปลาเศรษฐกิจที่กรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง โดยมีชื่อเรียกกันในวงการเกษตรว่า “ปลาจะละเม็ดน้ำจืด” เช่นเดียวกับ ปลาคู้แดง (Piaractus brachypomus) ด้วย

 

นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย ซึ่งจากการนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามนี้ เมื่อปลาโตขึ้นผู้เลี้ยงไม่สามารถเลี้ยงต่อไปได้ไหว จึงนิยมนำไปปล่อยตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆทำให้ในปัจจุบัน มีปลาคู้ดำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามที่ต่างๆทั่วประเทศ เป็นต้นว่า เขื่อนศรีนครินทร์ ฯลฯ จัดเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในจำพวกชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอีกชนิดหนึ่ง

ปลาหลด ลาหลดม้าลาย ปลาหลดหลังจุด ปลาน้ำจืด

ปลาหลด ปลาน้ำจืด

ปลาหลด เป็นชื่อปลานํ้าจืดชืดทุกประเภทในสกุลปลากระดูกแข็งประเภทหนึ่ง ใช้นามสกุลว่า Macrognathus จัดอยู่ในชั้นปลาไหลท้องนา (Synbranchiformes) สกุลปลาวัวกระทิง (Mastacembelidae)

ปลาหลดมีรูปร่างเพรียวยาว ลำตัวแบนข้าง หัวและตามีขนาดเล็ก มีจุดเด่นคือ ปากเล็กและมีจะงอยปากแหลมยาว มีลักษณะทั่วไปคล้ายปลาในสกุล Mastacembelus หรือปลาวัวกระทิง ทว่ามีขนาดแล้วก็รูปร่างเล็กกว่ากันมาก มีสีสันและลวดลายน้อยกว่า1 โดยเฉลี่ยแล้วจะมีความยาวราวไม่เกิน 1 ฟุต และก็มีครีบหางแยกออกจากครีบหลังและครีบท้องชัดเจน

ก้านครีบเดี่ยวของครีบหลังเป็นหนามสั้นๆปลายแหลมประมาณ 12-31 ก้าน ปลายจะงอยปากที่จมูกคู่หน้าแยกออกเป็นติ่งเนื้อเล็กๆ4 หรือ 6 ติ่ง เกล็ดมีขนาดเล็กมากมีพฤติกรรมความเป็นอยู่และการหากินคล้ายๆกัน โดยอาจจะพบได้ในลำธารน้ำตกบนภูเขาหรือในป่าดิบชื้นด้วยเจอกระจายพันธุ์ในอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความสำคัญต่อมนุษย์ในแง่ของการเป็นอาหาร ตกปลา และเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

 

การจำแนก

สกุลปลาหลดปัจจุบันแบ่งออกได้เป็น 23 ชนิด3 ชนิดที่มีชื่อภาษาไทยเป็นประเภทที่เจอในประเทศไทย

 

1.Macrognathus aculeatus (Bloch, 1786)

2.Macrognathus aral (Bloch & J. G. Schneider, 1801)

3.Macrognathus aureus Britz, 2010

4.Macrognathus caudiocellatus (Boulenger, 1893)

5.Macrognathus circumcinctus (Hora, 1924) — ปลาหลดภูเขา

6.Macrognathus dorsiocellatus Britz, 2010

7.Macrognathus fasciatus Plamoottil & Abraham, 20143

8.Macrognathus guentheri (Day, 1865)

9.Macrognathus keithi (Herre, 1940)

10.Macrognathus lineatomaculatus Britz, 2010 — ปลาหลดภูเขาลายจุด

11.Macrognathus maculatus (Cuvier, 1832)

12.Macrognathus malabaricus (Jerdon, 1849)

13.Macrognathus meklongensis Roberts, 1986 — ปลาหลดแม่กลอง

14.Macrognathus morehensis Arunkumar & Tombi Singh, 2000

15.Macrognathus obscurus Britz, 2010

16.Macrognathus pancalus Hamilton, 1822

17.Macrognathus pavo Britz, 2010

18.Macrognathus pentophthalmos (Gronow, 1854)

19.Macrognathus semiocellatus Roberts, 1986 — ปลาหลดข้างหลังจุด, ปลาหลดลายจุด

20.Macrognathus siamensis (Günther, 1861) — ปลาหลดจุด

21.Macrognathus taeniagaster (Fowler, 1935)

22.Macrognathus tapirus Kottelat & Widjanarti, 2005 — ปลาหลดลายเฉียง

23Macrognathus zebrinus (Blyth, 1858) — ปลาหลดม้าลาย

 

ปลาหลดม้าลาย

ลาหลดม้าลาย (อังกฤษ: zebra spiny eel; ชื่อวิทยาศาสตร์: Macrognathus zebrinus) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในสกุลปลาหลด (Macrognathus) สกุลปลากระทิง (Mastacembelidae)

มีรูปร่างลักษณะราวกับปลาหลดทั่วๆไป แม้กระนั้นมีขนาดลำตัวที่ใหญ่มากยิ่งกว่าบางส่วน จะงอยปากยื่นแหลมกว่า มีลำตัวสีน้ำตาลปนเขียว มีจุดเด่นก็คือ มีลายเป็นบั้งๆสีน้ำตาลเข้มหรือสีดำ เป็นเส้นลายริ้วตลอดทั้งตัวเจอกระจายพันธุ์เฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำสาละวินที่เดียวในโลก มีความยาวโดยเฉลี่ยราวๆ 10-20 ซม. เจอโตเต็มกำลังได้ถึง 46 ซม.1 เป็นปลาแคว้นที่พบได้ทั่วไป นิยมเอามาปรุงสดแล้วก็ทำเป็นปลาแห้งบริโภคกันในเขตแดน และนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวย แต่ไม่พบบ่อยมีขายบ่อยนัก

 

ปลาหลดข้างหลังจุด หรือ ปลาหลดลายจุด (ชื่อวิทยาศาสตร์: Macrognathus semiocellatus) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในสกุลปลาหลด (Macrognathus) สกุลปลากระทิง (Mastacembelidae)

 

มีรูปร่างเหมือนปลาชนิดอื่นๆที่อยู่ในสกุลปลาหลด โดยเฉพาะอย่างยิ่งชนิด M. siamensis แต่ว่ามีรูปร่างเรียวกว่า มีลายที่ลำตัวบนพื้นลำตัวสีน้ำตาลเขียวตัดกันไปตลอดทั้งลำตัว และมีจุดครึ่งวงกลมสีดำที่บริเวณใต้ครีบหลังประมาณ 7-8 จุด มีครีบก้นที่เชื่อมต่อเป็นอันเดียวกันกับครีบหลังและครีบท้อง เหมือนปลาในสกุลปลากระทิง (Mastacembelus)มีขนาดความยาวประมาณ 19 ซม. พบกระจายพันธุ์เฉพาะในบริเวณลุ่มน้ำโขงและสาขาเท่านั้น จัดว่าเป็นปลาที่พบได้บ่อยและชุกชุมในท้องถิ่น

ปลาไหลแดง ปลาไหลนา

ปลาไหลแดง ปลาไหลนา

ปลาไหลแดง หรือ ปลาหล่อย ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Macrotrema caligans อยู่ในตระกูลปลาไหลนา

(Synbranchidae) มีรูปร่างคล้ายปลาไหลหลาด (Ophisternon bengalense) ซึ่งเป็นปลาในตระกูลเดียวกัน

แต่ปลาไหลแดงจะมีปลายหางที่แผ่แบนเป็นครีบเห็นได้ชัดเจนกว่า มีตาอยู่เยื้องมาทางด้านหน้า

กระดูกเหงือกมี 4 คู่ เป็นปลาที่มีขนาดเล็กที่สุดในตระกูลปลาไหลนาที่พบได้ในประเทศไทยทั้งหมด 3 ชนิด

และจัดเป็นปลาเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Macrotrema

 

มีขนาดยาวที่สุดประมาณ 17–20 ซม. สีลำตัวเป็นสีแดง แต่สามารถปรับสีให้เปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมได้

มักอาศัยอยู่ใต้โคลนตมหรือแหล่งน้ำที่มีใบไม้ทับถมกันเป็นจำนวนมาก พบในปากแม่น้ำหรือลำคลองในบริเวณภาคกลาง, ภาคใต้พบได้ที่ทะเลสาบลำปำ จังหวัดพัทลุง ในต่างประเทศพบที่มาเลเซีย

จัดเป็นปลาที่พบได้น้อย และหายากที่สุดในตระกูลปลาไหลนาที่พบในประเทศไทย

 

ปลาไหลนา หรือ ปลาไหลบึง เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monopterus albus อยู่ในตระกูลปลาไหลนา (Synbranchidae) มีรูปร่างเรียวยาวคล้ายงู ตามีขนาดเล็ก คอป่องออก มีอวัยวะช่วยหายใจอยู่ในคอหอยเป็นเส้นเลือดฝอย ซึ่งช่วยให้หายใจได้โดยไม่ต้องผ่านซี่กรองเหงือกเหมือนปลาทั่วไป และยังสามารถขุดรูในดินเพื่อจำศีลในช่วงฤดูร้อนได้ด้วย ไม่มีครีบใดๆยกเว้นบริเวณปลายหางแบนยาวคล้ายใบพาย เมื่อยังเล็กมีครีบอก แต่โตขึ้นจะหายไป กระดูกเหงือกมีทั้งหมด 3 คู่

 

ลำตัวลื่นมาก สีลำตัวปกติเป็นสีเหลืองทอง ใต้ท้องสีขาว ในบางตัวอาจมีจุดกระสีน้ำตาล แต่ก็มีพบมากที่สีจะกลายไป เป็นสีเผือก สีทองทั้งตัว หรือสีด่าง มีความยาวประมาณ 60 ซม. พบใหญ่สุดถึง 1.01 เมตร

 

ปลาไหลนา จัดเป็นปลาในตระกูลปลาไหลนาที่พบมากที่สุดในประเทศไทยและเป็นชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วย โดยพบได้ทุกภาค ทุกแหล่งน้ำ เจอชุกชุมทั่วไป สำหรับในต่างประเทศพบกว้างขวางมาก ตั้งแต่อเมริกากลาง, ทวีปอเมริกาใต้, ทวีปแอฟริกา, ประเทศอื่นๆในทวีปเอเชีย ไปจนถึงโอเชียเนีย เป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร โดยกินได้แม้กระทั่งซากสัตว์ที่เปื่อยยุ่ย มีพฤติกรรมชอบรวมตัวกันหาอาหาร

 

เมื่อยังเล็กจะเป็นตัวเมีย และจะกลายเป็นตัวผู้เมื่อโตขึ้น ผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่มี.ค.ถึงก.ย. และก็มีความสมบูรณ์สูงสุดในการวางไข่ คือ ส.ค. โดยไข่จะมีเพียง 1 ฝัก เป็นลักษณะไข่จมไม่สัมผัสกับวัสสุใดๆใต้น้ำ เมื่อสัมผัส จะมีความยืดหยุ่นมาก มีลักษณะสีเหลืองสดใส ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 0.3 ซม. ไข่ที่ได้รับการผสมมีลักษณะกลม สีเหลืองทอง ส่วนไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะมีสีขาวใส ไข่จะใช้เวลาในการฟักโดยประมาณ 3 วัน ลูกปลาเมื่อฟักออกใหม่ๆมีความยาว 2.5 ซม. มีถุงไข่แดง 2 ใน 3 ส่วน และก็มีครีบอกเมื่ออายุได้ 5 – 6 วัน ถุงไข่แดงยุบพร้อมครีบอกหายไป รวมทั้งเริ่มกินอาหารได้

 

เป็นปลาที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะนิยมบริโภคกันมาแต่โบราณ อีกทั้งยังมีความเชื่ออีกว่า หากปล่อยปลาไหลนาแล้วจะช่วยให้ทุกข์โศกไหลไปตามชื่อ ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกันในเชิงพาณิชย์ โดยนิยมเลี้ยงในบ่อปูน ในปลาที่มีสีกลายออกไป นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

ปลาไหลนา  ปลาไหลบึง ปลาไหลหลาด

ปลาไหลนา  ปลาไหลบึง ปลาไหลหลาด

 

ปลาไหลนา หรือ ปลาไหลบึง เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Monopterus albus อยู่ในตระกูลปลาไหลนา (Synbranchidae) มีรูปร่างเรียวยาวคล้ายงู ตามีขนาดเล็ก คอป่องออก มีอวัยวะช่วยหายใจอยู่ในคอหอยเป็นเส้นเลือดฝอย ซึ่งช่วยทำให้หายใจได้โดยไม่ต้องผ่านซี่กรองเหงือกราวกับปลาทั่วๆไป และยังสามารถขุดรูในดินเพื่อจำศีลในช่วงฤดูร้อนได้ด้วย ไม่มีครีบใดๆยกเว้นบริเวณปลายหางแบนยาวเหมือนใบพาย เมื่อยังเล็กมีครีบอก แต่โตขึ้นจะหายไป กระดูกเหงือกมีทั้งหมด 3 คู่

ลำตัวลื่นมาก สีลำตัวปกติเป็นสีเหลืองทอง ใต้ท้องสีขาว ในบางตัวอาจมีจุดกระสีน้ำตาล แต่ก็มีพบมากที่สีจะกลายไป เป็นสีเผือก สีทองทั้งตัว หรือสีด่าง มีความยาวประมาณ 60 ซม. พบใหญ่สุดถึง 1.01 เมตร

 

ปลาไหลนา

ปลาไหลนา จัดเป็นปลาในตระกูลปลาไหลนาที่พบมากที่สุดในประเทศไทยและเป็นชนิดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดด้วย โดยพบได้ทุกภาค ทุกแหล่งน้ำ เจอชุกชุมทั่วไป สำหรับในต่างแดนเจอกว้างขวางมาก ตั้งแต่อเมริกากลาง, ทวีปอเมริกาใต้, ทวีปแอฟริกา, ประเทศอื่นๆในทวีปเอเชีย ไปจนถึงโอเชียเนีย เป็นปลาที่กินเนื้อเป็นอาหาร โดยกินได้แม้กระทั่งซากสัตว์ที่เน่า มีพฤติกรรมชอบรวมตัวกันหาอาหาร

 

เมื่อยังเล็กจะเป็นตัวเมีย และจะกลายเป็นตัวผู้เมื่อโตขึ้น ผสมพันธุ์ได้ตั้งแต่มี.ค.ถึงก.ย. รวมทั้งมีความสมบูรณ์สูงสุดสำหรับการวางไข่ คือ ส.ค. โดยไข่จะมีเพียง 1 ฝัก เป็นลักษณะไข่จมไม่สัมผัสกับวัสสุใดๆใต้น้ำ เมื่อสัมผัส จะมีความยืดหยุ่นมาก มีลักษณะสีเหลืองสดใส ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางราวๆ 0.3 ซม. ไข่ที่ได้รับการผสมมีลักษณะกลม สีเหลืองทอง ส่วนไข่ที่ไม่ได้รับการผสมจะมีสีขาวใส ไข่จะใช้เวลาในการฟักประมาณ 3 วัน ลูกปลาเมื่อฟักออกใหม่ๆมีความยาว 2.5 ซม. มีถุงไข่แดง 2 ใน 3 ส่วน และมีครีบอกเมื่ออายุได้ 5 – 6 วัน ถุงไข่แดงยุบพร้อมครีบอกหายไป และเริ่มกินอาหารได้

 

เป็นปลาที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดี เพราะนิยมบริโภคกันมาแต่โบราณ อีกทั้งยังมีความเชื่ออีกว่า หากปล่อยปลาไหลนาแล้วจะช่วยให้ทุกข์โศกไหลไปตามชื่อ ปัจจุบันมีการเพาะเลี้ยงกันในเชิงพาณิชย์ โดยนิยมเลี้ยงในบ่อปูน ในปลาที่มีสีกลายออกไป นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม

ไหลนา

 

การจำแนกชั้นด้านวิทยาศาสตร์

  • อาณาจักร: Animalia
  • ไฟลัม: Chordata
  • ชั้น: Actinopterygii
  • อันดับ: Synbranchiformes
  • ตระกูล: Synbranchidae
  • สกุล: Monopterus
  • สปีชีส์: M. albus

ชื่อทวินาม

  • Monopterus albus
  • (Zuiew, 1793)
  • ชื่อพ้อง
  • Fluta alba (Zuiew, 1793)

ปลาไหลหลาด

ปลาไหลหลาด (อังกฤษ: Bengal swamp eel, One-gilled eel, Pygmy eel; ชื่อวิทยาศาสตร์: Ophisternon bengalense) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดชนิดหนึ่ง อยู่ในตระกูลปลาไหลนา (Synbranchidae) มีรูปร่างเรียวยาวคล้ายงู มีลักษณะคล้ายปลาไหลนา (Monopterus albus) มีลักษณะที่แตกต่างคือ บริเวณส่วนหัวเรียวยาวกว่า ลำตัวเพรียวกว่า ปลายหางแบนและมีก้านครีบเห็นชัดเจน สีลำตัวเป็นสีน้ำตาลแดง หรือ สีเหลือง มีกระดูกเหงือก 4 คู่

มีขนาดทั่วๆไปโดยประมาณ 30 ซม. พบใหญ่สุดถึง 1 เมตร

พบอาศัยอยู่บริเวณใต้โคลมตมบริเวณปากแม่น้ำ ในประเทศไทยพบเฉพาะปากแม่น้ำในภาคกลาง

เป็นปลาที่พบได้น้อย มีชื่อเรียกอย่างอื่น อีก เช่น “ปลาหลาด” หรือ “ปลาไหลงู” ฯลฯ

ปลาไหลหลาด

สถานะการอนุรักษ์

ความเสี่ยงต่ำ (IUCN 3.1)1

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

  • อาณาจักร: Animalia
  • ไฟลัม: Chordata
  • ชั้น: Actinopterygii
  • อันดับ: Synbranchiformes
  • ตระกูล: Synbranchidae
  • สกุล: Ophisternon
  • สปีชีส์: O. bengalense

ชื่อทวินาม

  • Ophisternon bengalense
  • (McClelland, 1844)

ชื่อพ้อง

  • Synbranchus bengalensis (McClelland, 1844)

ปลาฉนากจะงอยปากแคบ ปลาฉนากเขียว

ปลาฉนากจะงอยปากแคบ ปลาฉนากเขียว

ปลาฉนากจะงอยปากแคบ (อังกฤษ: Knifetooth sawfish, Pointed sawfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Anoxypristis cuspidata) ปลากระดูกอ่อนชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาฉนาก (Pristidae) จัดเป็นปลาฉนากเพียงชนิดเดียวที่อยู่ในสกุล Anoxypristis4 โดยมาจากภาษากรีก oxy (οξυ) หมายถึง “คม”, pristis (πρίστης) หมายถึง “เลื่อย” และ custidata มาจากภาษาละตินคำว่า cuspidatus หมายถึง “จุด”5

ลักษณะ

 

เปรียบเทียบลักษณะความกว้างของจะงอยปาก ฟัน ลักษณะและขนาดของหางและครีบอก และตำแหน่งของครีบหลังเทียบกับครีบเอว ในปลาฉนากจะงอยปากกว้าง (P. pristis – บน) ปลาฉนากเขียว (P. zijsron – กลาง) และ ปลาฉนากจะงอยปากแคบ (Anoxypristis cuspidata – ล่าง)

มีรูปร่างเหมือนปลาฉนากทั่วไป แต่มีรูปร่างเพรียวกว่า ส่วนหัวแคบกว่า สีลำตัวเป็นสีน้ำตาลหรือสีเทา จะงอยปากแคบกว่าปลาฉนากจะงอยปากกว้าง (Pristis microdon) และมีจำนวนซี่ฟันมากกว่า คือ มีจำนวน 23-35 คู่3

 

ขนาดโตเต็มที่ราว 4 เมตร เป็นปลาฉนากอีกชนิดหนึ่งซึ่งสามารถปรับตัวให้อยู่ในน้ำจืดได้ เจอตามชายฝั่งของทะเลอินโด-แปซิฟิก, ทะเลแดง, อ่าวเปอร์เซีย, ปาปัวนิวกินี, ประเทศออสเตรเลียทางตอนเหนือ, ประเทศญี่ปุ่นตอนใต้ รวมทั้งปากแม่น้ำขนาดใหญ่ในประเทศไทยด้วย

 

ปลาฉนากจะงอยปากแคบ

 

ปลาฉนากจะงอยปากแคบ จัดเป็นปลาที่ใกล้สูญพันธุ์อย่างวิกฤตตามบัญชีของสหภาพนานาชาติเพื่อการอนุรักษ์และรักษาธรรมชาติและทรัพยากรธรรมชาติ (IUCN)

ปลาฉนากจะงอยปากแคบ

ตอนที่มีชีวิตอยู่: 56–0Ma

PreЄЄOSDCPTJKPgN

อีโอซีน – ปัจจุบัน1

Anoxypristis cuspidata.png

สถานะการอนุรักษ์และรักษา

ใกล้สูญพันธุ์ (IUCN 3.1)2

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร: Animalia

ไฟลัม: Chordata

ชั้น: Chondrichthyes

ชั้นย่อย: Elasmobranchii

ชั้น: Pristiformes

ตระกูล: Pristidae

สกุล: Anoxypristis

White & Moy-Thomas, 1941

สปีชีส์: A. cuspidata

ชื่อทวินาม

Anoxypristis cuspidata

(Latham, 1794)

ชื่อพ้อง3

Pristis cuspidata Latham, 1794

 

ปลาฉนากเขียว

ปลาฉนากเขียว (อังกฤษ: Green sawfish, Longcomb sawfish, Narrowsnout sawfish) ปลากระดูกอ่อนขนาดใหญ่ มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Pristis zijsron ในตระกูลปลาฉนาก (Pristidae) มีรูปร่างคล้ายปลาฉนากจะงอยปากกว้าง หรือ ปลาฉนากน้ำจืด (P. microdon) ที่อยู่ในสกุลเดียวกัน มีจะงอยปากที่ยาวเป็น 1/3 ของความยาวลำตัวและก็หาง มีซี่ฟันทั้งหมด 24-34 คู่ ครีบหลังอันแรกคู่หลังครีบอก ครีบหางท่อนบนมีขนาดใหญ่

ลักษณะและการกระจายพันธุ์

 

เปรียบเทียบลักษณะความกว้างของจะงอยปาก ฟัน ลักษณะและขนาดของหางและครีบอก และตำแหน่งของครีบหลังเทียบกับครีบเอว ในปลาฉนากจะงอยปากกว้าง (P. pristis – บน) ปลาฉนากเขียว (P. zijsron – กลาง) และ ปลาฉนากจะงอยปากแคบ (Anoxypristis cuspidata – ล่าง)

ขนาดโตเต็มที่ได้ 7.3 เมตร พบกระจายพันธุ์บริเวณชายฝั่งมหาสมุทรอินเดีย, แอฟริกาทิศตะวันออก, ห้วงมหาสมุทรแปซิฟิคตอนใต้ ,สมุทรจีนใต้, ขว้างปัวนิวกินี รวมทั้งภาคเหนือแล้วก็เมืองนิวเซาท์เวลส์ของประเทศออสเตรเลีย ในบริเวณน้ำขุ่นหรือดินเลน เป็นปลาฉนากอีกชนิดหนึ่งที่สามารถปรับตัวให้อยู่ในน้ำกร่อย หรือน้ำจืดสนิทได้ ลูกปลาวัยอ่อนซี่ฟันจะไม่แข็งเหมือนปลาวัยโต และจะแข็งขึ้นเรื่อยๆตามวัย

ปลาฉนากเขียว

สถานะการอนุรักษ์

 

เสี่ยงขั้นวิกฤติต่อการสูญพันธุ์ (IUCN 3.1)1

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร: Animalia

ไฟลัม: Chordata

ชั้น: Chondrichthyes

ชั้นย่อย: Elasmobranchii

อันดับ: Pristiformes

ตระกูล: Pristidae

สกุล: Pristis

สปีชีส์: P. zijsron

ชื่อทวินาม

Pristis zijsron

Bleeker, 1851

ปลากระเบนธง

ปลากระเบนธง

ปลากระเบนธง (อังกฤษ: Whipray) เป็นวงศ์ของปลากระเบนวงศ์หนึ่ง ใช้ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Dasyatidae (/แด-ซี-แอท-อิ-ดี้/) พบได้ทั้งน้ำจืดสนิท, น้ำกร่อย แล้วก็ทะเล มีรูปร่างแบนราบ ไม่มีครีบข้างหลัง ส่วนครีบอกแผ่กว้างรอบตัว ปากอยู่ด้านล่าง ตาอยู่ข้างบน มีช่องน้ำเข้า 1 คู่อยู่ข้างหลัง มีขากรรไกรและฟันที่แข็งแรงจำนวนมากเรียงติดต่อกันเป็นแถว ใช้ขบกัดสัตว์เปลือกแข็งซึ่งเป็นอาหารหลักได้ดี ผิวหนังเรียบนิ่มไม่มีเกล็ด ยกเว้นบริเวณกลางหลัง

มีส่วนหางที่ยาวเหมือนแส้ ซึ่งคนโบราณนิยมตัดหางมาทำเป็นแส้ เรียกว่า “แส้หางกระเบน” ที่โคนหางมีเงี่ยงแหลมอยู่ 1-2 ชิ้น (พบมากสุดถึง 4 ชิ้น) ที่อาจยาวได้ถึง 31 เซนติเมตร2 เป็นอาวุธใช้สำหรับป้องกันตัว มีพิษแรง มีค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ประมาณ 6 และก็เมื่อหักไปแล้วแตกออกใหม่ได้ มักมีผู้ถูกแทงเสมอๆเพราะเหตุว่าไปแตะถูกเข้าโดยไม่ระวัง เช่น เท้าไปถูกเข้าระหว่างที่ปลาฝังตัวอยู่ใต้ทราย ขณะที่เดินบริเวณหาด เพราะมีพฤติกรรมมักฝังตัวอยู่ใต้พื้นทราย โดยโผล่มาเพียงแค่ส่วนตาและเงี่ยงหางเท่านั้น

จากการที่มีตาอยู่ด้านบนแต่ปากอยู่ด้านล่างทำให้ไม่สามารถมองเห็นอาหารถึงเวลาจะกิน ก็เลยมีอวัยวะรับกลิ่นและอวัยวะรับคลื่นไฟฟ้าในการบอกตำแหน่งของอาหาร แพร่ขยายพันธุ์ด้วยการออกลูกเป็นตัว โดยมีการสืบพันธุ์ในฤดูหนาว ตัวผู้จะว่ายน้ำตามประกบตัวเมียอย่างใกล้ชิดและมักกัดรอบๆขอบลำตัวของตัวเมีย เมื่อจะสืบพันธุ์เพศผู้จะว่ายไปอยู่ข้างบนแล้วปล่อยน้ำเชื้อไปสู่ตัวเมีย โดยส่วนมากจะคลอดลูกคราวละ 5-10 ตัว 2

 

ในเลือดของปลาตระกูลนี้มีสารประกอบของยูเรีย จึงมีกลิ่นเหมือนปัสสาวะ

สกุล

ปัจจุบันพบทั้งหมด 8 สกุล ได้แก่ (บางข้อมูลจัดให้แค่ )

 

Dasyatis Rafinesque, 1810

Himantura J. P. Müller & Henle, 1837

Makararaja T. R. Roberts, 2007

Neotrygon Castenau, 1873

Pastinachus Rüppell, 1829

Pteroplatytrygon Fowler, 1910

Taeniura J. P. Müller & Henle, 1837

Urogymnus J. P. Müller & Henle, 1837

ในประเทศไทย

ปลาในวงศ์ปลากระเบนธงพบทั้งหมดประมาณ 70 ชนิด ที่พบในประเทศไทยมีทั้งหมด 21 ชนิด อาทิ 

ที่พบในน้ำจืด

ปลากระเบนแม่น้ำโขง (Dasyatis laosensis)

ปลากระเบนราหู (Himantura chaophraya หรือ polylepis)

ปลากระเบนแม่กลอง (Himantura kittipongi)

ปลากระเบนขาว (Himantura signifer)

ที่พบในน้ำกร่อยหรือทะเล

ปลากระเบนบัว (Himantura bleekeri)

ปลากระเบนแมลงวัน (Himantura gerrardi)

ปลากระเบนลายเสือ (Himantura oxyrhynchus)

ปลากระเบนชายธง (Pastinachus sephen)

ปลากระเบนทอง (Taeniura lymma)

เงี่ยงหางของปลากระเบนนั้น มีลักษณะเป็นแท่งแบนยาว มีส่วนปลายแหลม ขอบทั้งสองข้างมีรอยหยักเป็นฟันเลื่อย ด้านบนมีร่องจากโคนถึงปลายกลุ่มเซลล์สร้างพิษหรือต่อมพิษ อยู่ใต้ผิวชั้นนอก

พิษปลากระเบน

พิษจากเงี่ยงหางของปลาในตระกูลนี้ไม่อาจทำให้แก่ชีวิตได้ โดยพิษมีคุณสมบัติเป็นสารโปรตีนจะซึมผ่านทางบาดแผล โดยมีน้ำพิษสีเทาหรือใส และดูดซึมเข้าระบบทางเดินอาหาร จะเกิดการอักเสบ เจ็บปวด เช่นเดียวกับพิษของงูหางกระดิ่ง นอกจากนี้แล้วยังมีเอนไซม์ในการทำลายเนื้อเยื่อได้อีกด้วย ในบุคคลที่มีอาการแพ้มากจะทำให้มีไข้ได้ รวมทั้งบาดแผลอาจลุกลามได้ แต่ไม่ถึงขั้นเสียชีวิต แต่ในกรณีที่ สตีฟ เออร์วิน พิธีกรรายการทีวีชาวออสเตรเลียที่เสียชีวิตเพราะถูกเงี่ยงของปลากระเบนชายธงแทงแล้วเสียชีวิตนั้น มิได้เกิดจากพิษโดยตรง แต่เป็นเพราะว่าถูกแทงเข้าที่เข้าทางอวัยวะสำคัญเป็น หัวใจ ประกอบอยู่ใต้น้ำด้วย ทำให้น้ำท่วมปอดจนกระทั่งเสียชีวิต

 

ปัจจุบันนี้ยังไม่มีเซรุ่มแก้พิษปลากระเบน ซึ่งวิธีการปฐมพยาบาลขั้นต้น ให้กดบริเวณปากแผลด้วยผ้าสะอาดหนาๆเพื่อห้ามเลือด จากนั้นให้แช่บาดแผลในน้ำอุ่นจัดที่มีอุณหภูมิโดยประมาณ 43–45 องศาเซลเซียส หรือใช้ผ้าชุบน้ำร้อนพันรอบรอบๆที่ปวดโดยประมาณ 30–60 นาที หรือเอาอวัยวะส่วนที่โดนแทงไปอังไฟ เพราะความร้อนจะทำลายโปรตีนของพิษ อาการปวดจะค่อยทุเลาลง พิษจะคลายไปเองภายใน 24 ชั่วโมง หากมีอาการแพ้มากให้รีบนำส่งโรงพยาบาล

ปลาทะเลน้ำลึก

ปลาทะเลน้ำลึก ฉลามชุดครุยกับปลาตะเกียง

ฉลามชุดครุย (อังกฤษ: Frilled shark; ประเทศญี่ปุ่น: ラブカ) เป็นฉลามชนิดหนึ่ง ที่มีรูปร่างประหลาดมากคล้ายปลาไหล อาศัยอยู่ในน้ำลึก 1,968 – 3,280 ฟุต

มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Chlamydoselachus anguineus ในอยู่ในวงศ์ Chlamydoselachidae เดิมเคยเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปแล้ว แต่มีรายงานพบในหลายพื้นที่ รวมทั้งในเขตน่านน้ำของประเทศญี่ปุ่น ทำให้ฉลามครุยกลายเป็น “ซากดึกดำบรรพ์มีชีวิต” อีกชนิดหนึ่งของโลก ด้วยเหตุว่าเชื่อว่ามันไม่ได้เปลี่ยนแปลงรูปร่างลักษณะเลยมาตั้งแต่สมัยครีเทเชียส จนกระทั่งถึงปัจจุบัน

ในเดือนมกราคม คริสต์ศักราช 2007 ฉลามประเภทนี้ได้สร้างความฮือฮากลายเป็นข่าวสารมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งโลก เมื่อชาวเรือคนประเทศญี่ปุ่นสามารถจับกุมอย่างที่ยังมีชีวิตได้ตัวหนึ่งในเขตน้ำตื้นใกล้ชายฝั่งใกล้สวนน้ำอะวาชิมา ในเมืองชิซุโอะกะทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ของกรุงเมืองโตเกียว ซึ่งมั่นใจว่าปลาตัวนี้ลอยขึ้นมาเพราะว่าร่างกายอ่อนแอเพราะเหตุว่าความร้อนที่ขึ้นสูงของอุณหภูมิของน้ำ ซึ่งมีชีวิตอยู่ได้ไม่นานก็ตายไป2

 

มั่นใจว่าฉลามจำพวกนี้ กระจายพันธุ์อยู่ในเขตน้ำลึกใกล้ประเทศนอร์เวย์, แอฟริกาใต้, นิวซีแลนด์, ประเทศชิลี แล้วก็ประเทศญี่ปุ่น มีรูปร่างเรียวยาวคลายปลาไหลหรืองูทะเล เป็นได้ว่าตำนานงูทะเลขนาดใหญ่ที่เป็นเรื่องกล่าวขานของนักเดินทางสำรวจทะเลในยุคสมัยก่อนอาจมีที่มาจากฉลามจำพวกนี้3 มีผิวสีน้ำตาลหรือเทาเข้ม มีซี่กรองเหงือก 6 คู่ สีแดงสด แล้วก็ฟูกางออกเหมือนซาลาแมนเดอร์บางชนิด ทำให้ดูแลเสมือนครุย ซึ่งมีไว้สำหรับดูดซับออกซิเจนโดยยิ่งไปกว่านั้น เนื่องจากว่าในทะเลลึกมีจำนวนออกซิเจนน้อยกว่าข้างบนถึงกว่าครึ่ง3 ปากกว้างเลยตำแหน่งของตา ด้านในปากมีฟันที่แตกเป็นดอกแหลมๆ3 แฉก ทำให้คาดคะเนว่าเป็นปลาที่ล่าปลาเล็กเป็นอาหารที่เก่งฉกาจชนิดหนึ่ง ความยาวเมื่อโตเต็มที่ราว 6.5 ฟุต

 

ปลาตะเกียง

ปลาตะเกียง (อังกฤษ: myctophids,กรีก: μυκτήρmyktḗr) เป็นปลาทะเลลึกเล็กมีจำนวน 246 ชนิดใน 33 สกุลและพบได้ในมหาสมุทรทั่วโลกพวกมันถูกตั้งชื่อตามความสามารถในการเรืองแสงของมัน จากการสุ่มตัวอย่างตรวจสอบปลาให้ทะเลลึกนั้นพบว่ามันมีจำนวนมากถึง 65% ของสายพันธุ์ปลาทะเลลึกทั้งหมด[2] หรือก็คือมันเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่กระจายพันธุ์นอยู่อย่างแพร่หลายและมีประชากรมากที่สุดและยังมีบทบาททางนิเวศวิทยาที่สำคัญอย่างมากในฐานะของเหยื่อของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ เช่นหมึกกล้วยและเพนกวินราชาถึงแม้ว่ามันจะมีสายพันธุ์และจำนวนที่เยอะแต่กลับมีการทำประมงปลาชนิดนี้แค่ที่อ่าวโอมานและแอฟริกาใต้เท่านั้น

ปลาตะเกียงจะมีรูปร่างที่เรียวเล็กมีเกล็ดเล็กๆสีขาวปกคลุมหัวค่อนข้างกลมแล้วก็มีดวงตาทรงกลมขนาดใหญ่มีขากรรไกรขนาดเล็กที่ประกบติดกันได้ดีมีฟันชุดเล็กที่ขากรรไกรบนและล่าง มีครีบขนาดเล็กแต่บางชนิดก็มีครีบหลังที่ยาว พวกมันมีถุงลมที่เต็มไปด้วยไขมันเพื่อใช้ในสถานที่ๆมีแรงกดดันสูง

มันมีอวัยวะผลิตแสง (photophores) ซึ่งจะจัดเรียกต่างกันไปตามชนิดและเพศของพวกมันซึ่งเพศผู้จะอยู่อยู่เหนือห่างเพศเมียจะอยู่ใต้หางส่วนแบบตามชนิดก็จะมีแบบที่ใต้ท้อง, ด้านบนลำตัวหรือบนหัวบริเวณใกล้เคียงกับดวงตา ซึ่งอวัยวะผลิตแสงเหล่านี้จะผลิตแสงที่มีสีฟ้า, สีเขียวหรือสีเหลืองอ่อน2

 

ปลาตะเกียงส่วนใหญ่มักเป็นปลาขนาดเล็กราว 2 ถึง 30 ซม. (0.79 ถึง 11.81 นิ้ว) ซึ่งจำนวนมากพวกมันจะมีขนาดไม่เกินมี 15 เซนติเมตร (5.9 นิ้ว) ปลาตะเกียงที่อยู่น้ำตื้นจะมีสีผิวเป็นสีฟ้า, สีเขียวหรือสีน้ำเงิน แต่ว่าที่อยู่ในสมุทรลึกจะมีสีน้ำตาลจนกระทั่งสีดำและก็ปลาตะเกียงนั้นเป็นปลาที่มีประชาชนการเยอะแยะในสายพันธุ์ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง3

 

นิเวศวิทยา

โดยปกติแล้วช่วงตอนกลางวันพวกมันจะอยู่บริเวณน้ำลึกประมาณ 300 และ 1,500 เมตร (980 และ 4,920 ฟุต) แต่พอตกเย็นพวกมันจะขึ้นมาอยู่ที่บริเวณน้ำลึกระหว่าง 10 ถึง 100 เมตร (33 และ 328 ฟุต) เพื่อหลบหนีการไล่ล่าจากนักล่าอีกทั้งเพื่อมาหาของกิน ดังเช่น แพลงค์ตอน พอเริ่มเช้าพวกมันก็จะกลับลงไปที่ทะเลลึกเหมือนเดิม2

 

ความมากมายหลากหลายของรูปแบบการย้ายถิ่นเกิดขึ้นแค่กับบางชนิดเท่านั้นปลาตะเกียงที่อาศัยอยู่ลึกมากๆอาจไม่มีการโยกย้ายใดๆในขณะที่บางชนิดอาจทำเช่นนั้นเป็นระยะๆรูปแบบการย้ายนั้นอาจจะขึ้นกับช่วงอายุ, เพศและก็ฤดู

 

การเรียงตัวของอวัยวะเรืองแสง (photophores) นั้นจะแตกต่างกันตามชนิดซึ่งนั้นทำให้สื่อสารและหาคู่ผสมพันธุ์ได้ ทั้งยังพวกมันยังสามารถใช้แสงสว่างสำหรับในการหลอกตานักล่าได้ด้วยการควบคุมความสว่างของแสงสว่างนั้นให้กับสภาพแวดล้อมนั้นเอง

 

ปลาตะเกียงนั้นเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญต่อระบบนิเวศอย่างมากรวมทั้งยังเป็นจุดเชื่อมโยงที่สำคัญในห่วงโซ่อาหารซึ่งมันจะเป็นเหยือของวาฬ, ปลาโลมา, ปลาฉลาม, นกทะเลแล้วก็อื่นๆอีกมากมายโดยธรรมดาแล้วพวกมันรับประทานแพลงค์ตอนเป็นอาหารแต่จากการเล่าเรียนสำไส้ของพวกมันได้พบว่าพวกมันกินพลาสติกหรือขยะที่มนุษย์ทิ้งลงมาในทะเลอีกด้วย4

 

การสำรวจ

 

ในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2ทหารได้มีการสำรวจทะเลลึกผ่านคลื่นโซนาร์จึงได้เจอกลุ่มของสิ่งมีชีวิตขนาดใหญ่ที่ระดับความลึก 300-500 เมตรซึ่งนั้นก็คือฝูงของปลาตะเกียงซึ่งมาพวกมันกำลังจะมากินแพลงค์ตอนในเวลาเย็น5

 

จากการสำรวจชนิดและสายพันธุ์ปลาทะเลลึกพบว่าพวกมันนั้นเป็น 65% ของชนิดสายพันธุ์ปลาทะเลลึกทั้งหมดที่ค้นพบ2จึงทำให้กล่าวได้ว่ามันเป็นสัตว์มีกระดูกสันหลังที่มีการกระจายพันธุ์ได้แพร่หลายในสถานที่ต่างๆมากที่สุดซึ่งน้ำหนักโดยรวมของการประมงซึ่งสามารถจับปลาชนิดนี้ได้นั้นมีน้ำหนักมากถึง 550-660 ล้านเมตริกตัน