เรื่องสยองขวัญ ตอน ห้องยันต์สีแดง

 ห้องยันต์สีแดง เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นที่นนทบุรี ย้อนกลับไปประมาณ10 ปี สมัยนั้นเด็กห้าวๆ เวลาจะทำอะไรหลบสายตาผู้ใหญ่เนี่ยก็ต้องหาบ้านเอาไว้หลบหมู่บ้านที่สร้างไว้ไม่ใช่หมู่บ้านใหม่และเพิ่งย้ายมาตอนป.4ซึ่งบั้นอั้มอยู่ต้นซอยและตั้งแต่จำความได้บ้านหลังนี้ร้างมีลักษณะเป็นทาวเฮาวส์ปกติ โล่งๆเลยพอขายไม่ออกก็ปล่อยโล่งๆไป แต่มีอยู่วันหนึ่งเจ้าของบ้านเข้ามาทำความสะอาดครั้งแรกเลย และก็เอาป้ายมาติดว่าให้เช่า และลูกค้าคนแรกเลยที่มาเช้าเป็นร่างทรง

เรื่องราวของคุณอั้ม  ห้องยันต์สีแดง

 ลักษณะจะอ้วนๆตัวใหญ่เป็นผู้หญิงหน้าตาน่ากลัวหน่อยแต่งหน้าเข้มๆ แล้วตั้งแต่บ้านหลังนี้เข้ามาอยู่บ้านหลังนี้ก็ไม่เคยเงียบเลยมีรถวิ่งเข้าออกบ่อยเป็นประจำ เพราะมาดูดวง จากกุมารที่ล้นออกมาจากหน้าบ้านและไม่เคยมีวันไหนที่ไม่มีควันธูปเลย แกก็ทำพิธีกรรมมาเรื่อยๆ เนื่องด้วยมันเป็นท้ายซอยและเป็นซอยตัน บวกกับต้นไม้ที่เย็นยะเยือก จึงทำให้อั้มไม่กล้าผ่านและผ่านไป1ปีเศษๆ ร่างทรงคนนั้นก็ได้ย้ายออกไปพอผ่านไปได้สัก1เดือนหลังจากที่ร่างทรงย้ายออกก็ผ่านมีน้าของเพื่อนอั้มเข้ามาเช่าอยู่แต่สิ่งของก็เก็บไปหมด 

ตอนที่น้าย้ายของเข้าก็ได้มีโอกาสขนย้ายของเข้าบ้านซึ่งของก็ไม่ได้มีอะไรมากมาย มีแต่ทีวีกับตู้เสื้อผ้าซึ้งอั้มก็ได้ถามน้าว่า เอาตู้เสื้อผ้าขึ้นไปไว้ด้านบนเลยไหม น้าก็นิ่งแล้วก็บอกว่าไม่ต้องเป็นท่าทางแปลกๆเหมือนรู้สึกบางอย่าง เวลาผ่านไปก็มีเพื่อนชักชวนว่าไปนอนบ้านน้ากันไหมอั้มก็ไม่ได้ปฏิเสธตามปะสาเพื่อนกัน แต่ก่อนหน้านี้ก่อนที่จะย้ายเข้ามาอั้มเห็นได้ว่าน้ายังคงสติดีนะแต่พอย้ายเข้ามาไม่กี่เดือนแกเริ่มมีอาการเพ้อ

 แบบชอบคุยกับอั้มว่าน้ามีลูกด้วยนะ เป็นเด็กหญิงแต่ที่จริงแล้วน้าโสดไม่มีลูก น้าเริ่มพูดเพ้อเจ้อ อั้มก็เลยเอาไปพูดให้เพื่อนฟัง หลานแกก็บอกว่าน้าไม่มีแฟนและไม่มีลูก แกก็เพ้อหนักมากและเป็นแบบนี้มาหลายเดือน วันหนึ่งอั้มก็ได้ไปนอนอีกครั้งแต่คราวนี้แกก็บอกว่านอนข้างล่างอย่าขึ้นไปนอนข้างบนนะข้างบนมีลูกสาวนอนอยู่ อั้มกับเพื่อนก็ชวนกันขึ้นไปนอนข้างบนโดยไม่สนคำที่น้าบอก เพราะน้าแกไม่มีญาติหรือลูกที่ไหน พอปูที่นอนเสร็จ อั้มกับเพื่อนก็นอนหลับตา

สักพักเปิดพัดลมเริ่มดังแก๊กๆ เพราะด้วยความโมโหอั้มจึงลุกขึ้นไปปิดพัดลม และนอนสักพักก็รู้สึกร้อนและลุกขึ้นมาเปิดพัดลมอีกตามเคยแล้วก็ได้ยินเสียงพัดลมฟีดอีก และเพื่อนอั้มก็สะกิดและชี้ไปที่ตู้ปลายเท้าสิ่งที่เห็นคือเด็กผู้หญิงประมาณ5ขวบผมยาว หัวเปียก เห็นปุ๊บแล้วหลับตา คิดว่าตาฝาดลืมตาขึ้นมาอีกทียืมมองอั้มอยู่ตรงหน้าแล้ว แล้วชี้มือเข้าไปในประตูห้องน้ำ แล้วเด็กเข้าไปเปิดประตูห้องน้ำ สักพักนั่งคุกเข่าแล้วเอาหน้าแนบไปที่ห้องน้ำแล้วประตูก็ปิดเอง จากนั้นภาพตัดตื่นมาตอน7โมงไม่เจอใครแล้ว จากนั้นก็วิ่งหนีแบบไม่คิดชีวิต

 

อาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงกระดูก

 

วิธีลดน้ำตาล ในเลือด และวิธีลดความอ้วน

วิธีลดน้ำตาล ในเลือด เป็นที่ทราบกันดีว่าน้ำตาลเป็นสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ และยังเสี่ยงต่อการเป็นโรค หลายๆปัจจัยที่ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการทานน้ำตาลในปริมาณมาก เช่น โรคอ้วน ฟันผุ เบาหวาน เกิดจากการทานกวานเกิน การดื่มน้ำอัดลมทุกวันเป็นประจำ ก่อให้เกิดโรคหัวใจอีกด้วย ร่างกายต้องการความหวานเป็นเรื่องที่ปกติ 

การให้ความหวานด้วยสิ่งที่ได้ความหวานจากธรรมชาตินั้นสำคัญกว่าการทานอาหารที่ไม่มีประโยชน์อยู่มาก หากเราทาน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลมากเกินไปจะเกิดผลเสียต่อร่างกายมากเช่นเดียวกับในสิ่งที่จะบอกวิธีการ หรือเคล็ดลับลดความอ้วน วิจัยจากต่างประเทศพบว่า ความต้องการน้ำตาลหรือความหวานสามารถเกิดขึ้นได้ใน เพศหญิงและเพศชาย 

พบได้ว่าความต้องการน้ำตาลมักจะพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ผู้หญิงจะชอบบริโภคอาหารที่มีทั้งความหวานมัน และไขมันแป้งเป็นอย่างมาก อย่างเช่น เค้ก น้ำหวาน ชาไข่มุก จำพวกกินแล้วมันดีใจ จนทำให้เสพติดความหวานอย่างโงหัวไม่ขึ้น และถ้าคุณอยากจะลดน้ำตาลและลดความอยากในการทาน วันนี้เรามีวิธีมาฝาก ไปดูกันเลย

วิธีลดน้ำตาล ในเลือด ด้วยตัวเอง

  1. งดชาไข่มุก ของหวานอะไรที่หวานมากๆ เช่นเครื่องดื่มจำพวกน้ำหวาน ชา กาแฟ น้ำอัดลม เครื่องดื่มที่หวานๆ ไม่ว่าจะเป็นชาไข่มุก น้ำอัดลม น้ำผลไม้ที่makeขึ้นมา แต่ความจริงแล้ววิตามินน้อยมาก แถมยังก่อให้เกิดโรคอ้วนอีก ถ้าอยากทานน้ำผลไม้จริงๆ แนะนำทานแบบคั้นสด หรือทานสดๆไปเลยได้รับวิตามินเต็มที่และยังช่วยบำรุงผิวพรรณให้สวยสดใส น่ามองอีกด้วย เพียงแค่เราเลือกในสิ่งที่ดีเป็นต่อร่างกาย

  2.  น้ำเปล่า การดื่มน้ำเป็นอีกวิธีที่สามารถลดน้ำตาลในเลือดได้เป็นอย่างดี น้ำเปล่าจะช่วยชำระสิ่งสกปรกออกจากร่างกาย ขับมูลเสียออกจากร่างกาย ดื่มน้ำ มากจิบบ่อยๆจะช่วยให้ผิวใสอีกด้วยน้ำจะช่วยรักษาสมดุลให้กับมวลของร่างกาย การดื่มน้ำมากๆจะช่วยลดความยากอาหารได้ดี น้ำทำให้ระบบต่างๆในร่างกายไหลเวียนได้ดีการทานน้ำมากๆจะช่วยลดการสะสมสารพิษต่างๆที่เกาะตามอวัยวะภายในเราทำให้ ร่างกายรู้สึกสดชื่นและกระปรี่กระเปร่า

  3. ผักและผลไม้ การทานผักและผลไม้ในระหว่างวันช่วยลดความอยากในน้ำตาลได้ดี ผลไม้เป็นความหวานที่สามารถทดแทนน้ำตาลได้เป็นความหวานที่ได้จากธรรมชาติ ผลไม้เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ทั้งวิตามิน อนุมูลอิสระ กากใยอาหารที่ได้จากธรรมชาติช่วยให้ผิวพรรณสดใส

  4. ความหวานที่ได้จากธรรมชาติ ก็เป็นการช่วยในการลดน้ำตาลในเลือดสูงเช่นกัน  น้ำตาลที่ได้จากธรรมชาตินั้นมีประโยชน์และดียิ่งนัก อย่างเช่นหญ้าหวาน สามารถทดแทนได้โดยธรรมชาติหญ้าหวานนั้นมีน้ำตาลถึง15เท่า แต่เป็นน้ำตาลที่ได้จากธรรมชาติและไม่ก่อให้เกิดพลังงาน หญ้าหวานเป็นพืชที่กำลังได้รับความนิยมในการปลูกเป็นอย่างมาก และแน่นอนว่าต่างประเทศได้นำเอาหญ้าหวาน ใช้ความหวานของมันนำมาปรุงแต่งใส่ชากาแฟแทนน้ำตาลไปแล้ว เหมาะอย่างมากสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ความดัน โรคอ้วนและโรคหัวใจ

  5. กากใยอาหาร ดีและมีประโยชน์ ช่วยให้อิ่มง่ายและเหมาะสำหรับผู้ที่อยากลดความอ้วนเป็นอย่างมาก

     

    อาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงกระดูก

อาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน ให้ร่างกายแข็งแรง บำรุงกระดูก

อาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน นม เรียกได้ว่าเป็นตัวเก่ง สามารถเสริมสร้างกระดูกและบำรุงร่างกายได้เป็นอย่างดี การดื่มนมมีประโยชน์ต่อร่างกายมาก มีวิตามินและแร่ธาตุ สารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย อาหารจำพวกนม มีแคลเซียมอยู่เยอะมากโดยเฉพาะนมวัว นมโคแท้ๆ แต่การดื่มนมที่มีประโยชน์แล้วนั้นยังต้องรับประทานอาหารที่ครบ 5 หมู่ควบคู่กันไปด้วย 

นอกจากจะช่วยส่งเสริม ยังช่วยบำรุงซ่อมแซมส่วนต่างๆในร่างกายได้ดีอีกด้วยสำหรับใครที่ไม่ชอบการดื่มนม ควรดื่มให้เป็นนิสัย เพราะนอกจากจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้วยังช่วยป้องกันโรคกระดูกพรุน เหมาะสำหรับวัยกลางคนอย่างเรามากๆ เมื่อเราอายุมากแล้วเซลต่างๆในร่างกายจะทำงานลดน้อยลง การทำงานต่างๆในร่างกายก็จะเสื่อมลงด้วยเช่นกัน เพราะเช่นนั้นการ ดูแลตัวเองไม่ให้เจ็บไข้ได้ป่วยจึงสำคัญอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น

อาหาร เสริมภูมิคุ้มกัน ที่มีแคลเซียมอยู่มาก

1.นมวัว

2.นมแพะ

3.โยเกิร์ต ชีส  นมถั่วเหลือง 

4.ปลาฝอย ปลาตัวเล็ก ปลาใส้ตัน ปลาที่สามารถทานได้ทั้งกระดูกเลยยิ่งดี 

จากที่กล่าวมาข้างต้นนี้แคลเซียมเป็นสิ่งสำคัญและจำเป็นต่อร่างกายมากกว่า 60%เลยทีเดียว เหมาะสำหรับวัยสูงอายุเป็นอย่างมาก

อาหาร จำพวกผัก

ผักที่มีประโยชน์และมีแคลเซียมสูง เช่น ผักกาดสีเขียว , ผักคะน้า , กวางตุ้ง , ผักโขม , ผักชีฝรั่ง , ผักแพว , ใบชะพลู นอกจากแคลเซียมจะมีประโยชน์ต่อร่างกายแล้ว วิตามินDยังมีส่วนในการทำงานของการดูดซึมแคลเซียมให้ทำงานได้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

ยิ่งอายุเยอะ 40-50ปีขึ้นไปความต้องแคลเซียมยิ่งเพิ่มมากขึ้น วิตามินดี มีอยู่ไม่มาก นอกรับจากแสงแดดอาจไม่พอ จึงต้องสรรหามาบริโภคและปัจจุบันนี้มีกาบรรจุใส่เป็นอาหารเสริมจำพวกวิตามินดีไปแล้ว

อาหาร จำพวกวิตามินดีก็จะมีดังนี้

ปลาแซลมอน เป็นแหล่งอาหารชั้นยอด นอกจากจะมีประโยชน์และยังมีวิตามินดี มากอีกด้วย ปลากระป๋อง อาหารจำพวกปลากระป๋อง ก็ยังมีวิตามินดีสูงและหากินได้ง่ายอีกด้วย น้ำมันตับปลา ศูนย์รวมวิตามินดีช่วยบำรุงระบบประสาทและสมอง เห็ด ปลาทูน่า ปลาซาดีน  ไข่แดง 

การได้รับวิตามินดีจากแสงแดด ซีเรียล นมถั่วเหลือง ข้าวโอ๊ต น้ำส้มเป็นอาหารที่มีวิตามินดีสูง และวิตามินซีสูง ยิ่งเป็นน้ำส้มคั้นสดๆเป็นแหล่งรวมวิตามินเลยล่ะ เพราะนอกจากจะมีวิตามินดีแล้ว ยังมีวิตามินซีที่ช่วยสร้างภูมิคุ้มกัน ให้ไม่เจ็บไม่ป่วยง่าย และยังช่วยดูแลผิวพรรณให้สดใสและดื่มแล้วกระปรี้กระเปร่า  

อาหารจำพวกตับ ชีสอาหารจำพวกชีสยังมีวิตามินดีสูงและ แลคโตสต่ำสำหรับใครที่ชอบทานชีสอยู่แล้วก็หวานหมูเลยล่ะ ปัจจุบันยังมีการผลิตวิตามินดีในรูปแบบอาหารเสริมเป็นอีกทางเลือกสำหรับคนที่ไม่มีเวลาและเร่งรีบ และผู้ที่ขาดสารอาหารจำพวกวิตามินดีก็สามารถบริโภคเป็นอาหารเสริมก็ได้เช่นกัน 

นอกจากนี้แล้ว การรับประทานอาหารให้ครบ5หมู่ และออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย จะทำให้ติดเป็นนิสัย และทำให้สุขภาพแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บต่างๆนานๆ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารจำพวก ชา กาแฟ คาเฟอินที่จะลดประสิทธิภาพของแคลเซียมต่ำลง

 

แอโครแคนโทซอรัส ประวัติและความเป็นมา

 

ประโยชน์ของ การดื่มเบียร์

การดื่มเบียร์ มีทั้งข้อดีและข้อเสีย วันนี้เราจะมาพูดถึงข้อดีของการดื่มเบียร์ นักวิจัยจากทั่วโลกออกมายืนยันว่าการดื่มเบียร์มีทั้งประโยชน์และโทษเหมือนกัน และข้อดีของการดื่มเบียร์อาจจะมีมากกว่าที่คุณคิดและการดื่มเบียร์ก็ขึ้นอยู่สุขภาพของเราด้วยว่า ถ้ามีโรคประจำตัวอยู่แล้วควรดื่มปริมาณเท่าไหร่ แค่ไหนถึงจะพอดีหากดื่มมากเกินไปเกินความจำเป็นต่อร่างกายอาจจะเกิดผลเสียต่อร่างกายได้ เมื่อรู้จักประมาณตนแล้วควรดื่มในปริมาณที่พอเหมาะพอควรดีกว่า

ประโยชน์ และข้อดีของ การดื่มเบียร์ 

1.มีผลวิจัยออกมาว่าเบียร์ช่วยป้องกันโรคหัวใจ จากผลวิจัยจากต่างประเทศไม่ว่าจะเป็น ชายหรือหญิงแม้แต่ผู้สูงอายุถ้าดื่มเบียร์ตามปริมาณความเหมาะสมอย่างที่ร่างกายต้องการ จะลดความเสี่ยงโรคหัวใจ 50ต่อ50 และยังสามารถบอกได้แน่ชัดว่าสามารถป้องกันโรคหัวใจได้ และผู้ที่ไม่ดื่มเบียร์เลยจะมีแนวโน้มต่อการเป็นโรคหัวใจมากกว่า

2.ช่วยลดความดันในร่างกาย หรือผู้ที่มีความดันสูง จากแหล่งวิจัยชื่อดังของต่างประเทศพบว่าเบียร์นั้นช่วยลดความดันโลหิต หากดื่มในปริมาณเท่าที่กำหนด จะช่วยลดการอุดตันในเส้นเลือด ช่วยขยายหลอดเลือดให้ใหญ่ขึ้น

3.ประโยชน์ของเบียร์ที่ช่วยลดการเกิดมะเร็งในการรับประทานเนื้อสัตว์ ในเมื่อการรับประทานเนื้อสัตว์ในปริมาณมากอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ อาจสังเกตได้จากต่างประเทศนิยมเอาเนื้อสัตว์หมักด้วยเบียร์ก่อนเป็นอันดับแรกก่อนนำมาประกอบอาหาร วิจัยจากต่างประเทศพบว่าการหมักเนื้อสัตว์ด้วยเบียร์อาจลดสารก่อมะเร็งได้ถึง70เปอร์เซ็นต์ เพราะในเบียร์มีสาร polyphenoids เป็นสารที่ดักจับอนุมูลอิสระ 

4.เบียร์ช่วยลดสารที่สะสมในไตที่เรียกว่า (calcium)  ในประเทศที่มีอากาศหนาวจัด เช่นฟินแลนด์ และประเทศที่มีอุณหภูมิติดลบหลายองศา จึงนิยมดื่มเบียร์เพื่อเพิ่มความอุ่นให้กับร่างกาย และการดื่มเบียร์ของเขาทำให้นักวิจัยค้นพบว่าในเมืองนั้นๆพบภาะโรคนิ่วในไตน้อยกว่า หากลองสังเกตดูการดื่มเบียร์จะทำให้ฉี่บ่อยเป็นการขับสาวะออกมามากกว่าทุกครั้ง มากกว่าการดื่มน้ำปกติ

5โรคหัวใจการวิจัยต่างประเทศค้นพบว่าการเบียร์สามารถป้องกันโรคเบาหวานได้จริงและปริมาณการต่อเป็น3-4แก้วต่อวัน

6.ช่วยในการทำงานของระบบประสาทเป็นที่รู้จักอย่างยิ่งว่าในเบียร์มีสาร polyphenoids ซึ่งการวิจัยต่างประเทศได้ทำการทดลอง เป็นหนู การทดลองนี้เราให้สาร polyphenoidsแก่มัน และไม่ได้ให้สารกับอีกตัวแต่ปรากฏว่า หนูทั้งสองอยู่ในเขาวงกต แต่หนูตัวที่ได้รับสาร polyphenoidsออกมาจากเขาวงกตได้ก่อน และนี่จึงทำให้เห็นว่าสิ่งสำคัญของเบียร์ยังช่วยป้องกัน อัลไซเมอร์ได้ด้วย

7.ไฟเบอร์จากการดื่มเบียร์ เบียร์มีกากใยอาหารจะขับถ่ายได้ง่ายขึ้น เพราะเบียร์มีไฟเบอร์สูงมากช่วยในการทำงานของระบบขับถ่ายนั้นเป็นไปได้ด้วยดีและทำให้รู้สึกอิ่มนี่คือผลพลอยได้จากการดื่มเบียร์

 8.การดื่มเบียร์ยังช่วยลดอาการตึงเครียด สังเกตไหมว่าคนที่ชอบดื่มเบียร์ส่วนใหญ่มักมีอาการเครียดแล้วจึงดื่ม ดื่มเพื่อคลายเครียดจากการวิจัยจากต่างประเทศพบว่าการดื่มเบียร์ช่วยให้หลับง่ายขึ้นกว่าเดิมและลดอาการเครียดได้มากกว่าที่คิด

 9.เบียร์อาจช่วยต่ออายุให้คุณได้ การดื่มเบียร์ในปริมาณที่พอเหมาะในแต่ละวัน สามารถป้องกันความดัน โรคหัวใจ สาเหตุของการเครียดได้ ถ้าคุณไม่มีปัญหาเหล่านี้แล้วคุณจะอยู่บนโลกนี้อย่างยาวนานแน่นอน

แอโครแคนโทซอรัส ประวัติและความเป็นมา

แอโครแคนโทซอรัส ประวัติและความเป็นมา

แอโครแคนโทซอรัส ( acrocanthosaurus ) อยู่ในตระกูลไดโนเสาร์ อัลโลซอร์

เป็นไดโนเสาร์ที่มีชีวิตมาอย่างยาวนานใน112-125ล้านปีก่อน เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อขนาดใหญ่มหึมา

ซากของแอโครแคนโทซอรัสถูกค้นพบที่ทวีปอเมริกาเหนือ

และในเมืองโอคลาโฮมารวมทั้งเมืองเท็กซัสแอโครแคนโทซอรัส

แอโครแคนโทซอรัส ลักษณะและขนาด

 ขึ้นชื่อว่าเป็นไดโนเสาร์ในยุคสมัยร้อยล้านปีก่อน สัตว์ที่มีพละกำลังมากมายมหาศาลแอโครแคนโทซอรัส

ขนาดของแอโครแคนโทซอรัสมีขนาดใหญ่โตแข็งแรง และบึกบึน ไดโนเสาร์แอโครแคนโทซอรัส

เป็นไดโนเสาร์กินเนื้อที่มีลำตัวยาวและใหญ่มาก น้ำหนัก6-7ตันเลยทีเดียวมีขนาด 11 เมตร  หรือบางตัวอาจจะหนักกว่านี้

ถ้าว่า เจ้า แอโครแคนโทซอรัสมีขนาดใหญแล้ว ก็ยังมีตัวที่ใหญ่กว่า นั้นก็คือ กิก้าโนโตซอรัส

ญาติของมันนั้นเองมี 13เมตร (42ฟุต)น้ำหนักราว 6177 โล 6.1ตัน 

จุดเด่นของเจ้า แอโครแคนโทซอรัสส่วนหัวคล้ายกับ อัลโลซอร กระดูกสันของแอโครแคนโทซอรัส

เรียงยาวสูงที่ตั้งอยู่บนกระดูกสันหลังที่แข็งแรง สะโพกและหางส่วนบน คล้ายกับของ สไปโนซอรัส

แต่มีขนาดเล็กกว่า นั่นเอง นักวิทยาศาสตร์ยังสรุปไม่ได้ว่าใบหน้าที่ชัดจริงๆของมันเป็นอย่างไร นิ้วแต่ล่ะข้างมี3นิ้ว

แขนของมันมีขนาดสั้น แต่แข็งแรงแบบสุดๆ ส่วนมากมีรูปร่างยาวแล้วก็แคบ

ส่วนหางของมันมีความยาวและลำตัว ศีรษระ มีขนาดใหญ่และมีมวลน้ำหนักมาก  ร่างกายที่กำย่ำและใหญ่โตก็เพื่อรักษาสมดุลของร่างกาย

ลักษณะนิสัย และพฤติกรรม

แองไคโลซอรัส (Ankylosaurus)  แองคิโลซอรัส เป็นไดโนเสาร์ตระกูล ใดตระกูลหนึ่ง

ชื่อ แองคิโลซอร์ ในร้อยล้านปีก่อน แองคิโลซอร์ ถูกสำรวจค้นพบในทวีปอเมริกาเหนือ และเจ้าแองไคโลซอรัส

ใช้ชีวิตอยู่ในยุคครีเตเชียส แองไคโลซอรัส เป็นไดโนเสาร์ที่มีหน้าตาละหม้ายคล้าย กับ ไดโนเสาร์ที่อยู่ในตระกูลแองคิโลซอร์

แองไคโลซอรัส มีน้ำหนักตัวมาก ผิวหนังของมันแข็งแกร่งดังเกราะเสมือนมีเกาะแข็งห่อหุ้มตัวมันไว้

จึงทำให้เจ้าแองไคโลซอรัสดูอึด และถึกมาก มีลูกตุ้มขนาดใหญ่ ไว้สำหรับป้องกันตัวจากศัตรูในยุคนั้น

จากการสันนิษฐาน แองไคโลซอรัส มีความยาวกว่า7เมตร หรือประมาณ20ฟุตบางตัวอาจยาวกว่านั้นมาก

หรือประมาณ30ฟุตเลยก็ว่าได้แองไคโลซอรัส มีลำตัวที่กว้าง มีกระดูกยืนออกมาเป็นเกาะหุ้มป้องกันตัว

เป็นอย่างดีจากศัตรู สูง6ฟุต มีน้ำหนักกว่า6-7ตันโดยส่วนใหญ่แองไคโลซอรัสกินพืชเป็นอาหารปากของมัน

และฟันมีขนาดเล็กไว้สำหรับบดเคี้ยวหญ้า หรือพืช ตรงบริเวณปากคล้ายกับนกแก้ว

ลักษณะเด่นของหาง

หางของมันจะโด่ดเด่นตระหง่านมาก ด้วนส่วนกระดูกที่ยื่นออกมาจากหาง

และลูกตุ้มของมันทำให้ไดโนเสาร์พันธุ์นี้เป็นที่รู้จัก กระดูกสันหลังลามลงไปส่วนหางมีไว้

สำหรับรองรับน้ำหนักตัวที่มีขนาดใหญ่ของมัน จากการวิจัยพบว่า เอ็นที่ติดกับหาง ส่งผลกระทบร้ายแรงต่อ

เอ็นกระดูกของไดโนเสาร์กินเนื้อ ที่เข้ามาจู่โจม อาจเป็นอันตรายได้เพราะใช้หางในการต่อสู้

หมาใหญ่ที่คนไทยนิยมเลี้ยง

 

หมาใหญ่ที่คนไทยนิยมเลี้ยง

หมาใหญ่ที่คนไทยนิยม เลี้ยงวันนี้เราจะมาแนะนำ มาทำความรู้จักนิสัยใจคอ วิธีการเลี้ยง วิธีการดูแลเอาใจใส่ของหมาแต่ละสายพันธุ์ เพราะจะมีนิสัยต่างกันออกไป ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าของด้วยหมาไม่ใช่จะนิสัยเหมือนกันทุกตัวนะคะ ขึ้นอยู่กับที่เราสั่งสอน อบรมด้วย เราสอนยังไงหมาเราก็จะเป็นแบบนั้นค่ะ และสุดท้ายสิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือโรคประจำตัวของหมาแต่ละสายพันธุ์ วันนี้เรามาเริ่มกันเลยค่ะ 

หมาใหญ่ที่คนไทยนิยม เลี้ยงสายพันธุ์นอก

1.โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ หรือ Golden Retriever

หมาขนสีทองคำ ไม่ว่าจะไปที่ไหนก็จะเห็นหมาพันธุ์นี้ตามบ้านทั่วไป ที่ใครๆก็รู้จัก โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ หัวกว้างมีตอนปากที่แข็งแรง ตาสีน้ำตาล ขี้เล่น รักสันติ ชอบเด็ก อ่อนน้อมถ่อมตน ขี้ประจบประแจง เอื้อเฟื้อรักรักเจ้าของ ใจดี กับคนง่าย ถูกใจเห่าทัก ไม่ซุกซนฝึกหัดง่าย

ถิ่นเกิดในประเทศอังกฤษรวมทั้งสก๊อตแลนด์ เป็นหมาที่ปรับปรุงสายพันธุ์มาจากหมาในกรุ๊ปสแปเนี่ยล ที่เป็นหมาล่าสัตว์ มีประสาทสัมผัสดีงามอีกทั้งในด้านของการฟังเสียง การดม โรคที่มักเกิดกับหมาพันธุ์นี้ บั้นท้ายเสื่อม โรคกระดูก โรคขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ โรคเนื้องอกในต่อมน้ำเหลือง โรคต้อกระจก

2.คอลลี่ หรือ Collie

หมาที่ฉลาดที่สุดในโลก สติปัญญาสูง สง่างาม แข็งแรง มีต้นกำเนิดที่อังกฤษ เป็นหมาเฝ้าแกะ ส่วนมากมาจากรอบๆที่ราบสูง เป็นมิตร สุภาพ เฉลียวฉลาด ฝึกหัดได้ง่ายดาย รักสะอาด รักเด็กมีสัญชาตญาณในการปกป้องสูง โรคประจำตัวของหมาพันธุ์นี้ แพ้ต่อยาสเตรอยด์ สุขภาพไม่ดี ป่วยง่าย ท้องเสียง่าย เป็นโรคเกี่ยวกับตา รวมทั้งโรคผิวหนัง

3.ลาบราดอร์ รีทรีฟเวอร์ หรือ Labrador Retriever

หมาขนสั้น แข็งแรง คล้ายกับ โกลเด้น รีทรีฟเวอร์ แตกต่างที่ขนสั้น ความชื่นชอบไม่น้อยไปกว่า โกลเด้น รีทรีฟเวอร์  ทั้งยังฝึกฝนง่าย ใจดี ฉลาดหลักแหลม ขี้ประจบสอพลอ ขะมักเขม้น รักสนุก เป็นหมาเฝ้ายามที่ดี รักเด็ก กับคนได้ง่าย โรคประจำตัวหมาพันธุ์นี้ โรคอ้วน โรคข้อบั้นท้ายเสื่อม โรคกระดูก ขาโก่ง โรคขาดฮอร์โมนต่อมไทรอยด์ โรคสายตา โรคต้อกระจก โรคชัก

4.อาคิตะ อินุ หรือ Japanese Akita Inu

หมาที่ซื่อสัตย์รักเจ้าของมาก รักสันโดษไม่เป็นมิตรต่อหมาตัวอื่น มีความมั่นใจในตัวเองสูง นิ่ง ไม่ค่อยแสดงออก เฉลี่ยวฉลาด อดทน ขี้เบื่อโรคประจำตัวหมาพันธุ์นี้ โรคภูมิต้านทานทำลายตัวเอง โรคเบาหวาน ควรจะพาไปตรวจร่างกายอย่างสม่ำเสมอ

หมาใหญ่ที่คนไทยนิยม เลี้ยงสายพันธุ์ไทยแท้

  1. ไทยบางแก้ว หรือ Thai Bangkaew

หมาที่ดุกับคนที่ไม่รู้จัก แต่นึกเจ้าของมากกว่าสิ่งอื่นใด แข็งแรง แคล่วคล่อง ปากยาวแหลม หูเล็กสั้นตั้ง หางเป็นพวง แหล่งกำเนิดอยู่ที่จังหวัดพิษณุโลก เป็นเชื้อสายผสมหมาไทยบ้านกับหมาป่า ในขณะนี้ถูกเอามาเลี้ยงเป็นสัตว์เลี้ยงในบ้านนิยมนำไปเฝ้าบ้าน เฝ้าสวน เพราะหวงของ รักรักเจ้าของมาก และก็เป็นหมาที่เป็นเครื่องหมายของจังหวัดพิษณุโลกอีกด้วย มีความดุ แต่ฉลาดฝึกหัดง่าย มั่นใจในตัวเองสูง ขี้เล่นแต่เฉพาะกับคนที่คุ้นเคยเท่านั้น โรคประจำพันธุ์นี้ไม่ค่อยมีปัญหาอะไรเพราะแข็งแรงสุขภาพแข็งแรงก็จะมีเพียงแค่โรคที่เจอได้ในหมาทั่วๆไป 

 

ปลาหยะเค

ปลาเพียวขุ่น 

ปลาเพียวขุ่น (อังกฤษ: false glass catfish, striped glass catfish, East indies glass catfish; ชื่อวิทยาศาสตร์: Kryptopterus macrocephalus) เป็นปลาน้ำจืดประเภทหนึ่งในตระกูลปลาเนื้ออ่อน (Siluridae) มีรูปร่างลักษณะคล้ายปลาก้างพระร่วง (K. vitreolus) ที่อยู่ในสกุลและสกุลเดียวกัน แต่ว่าปลาเพียวขุ่นจะมีขนาดลำตัวที่ใหญ่กว่า มีลำตัวที่ขุ่นทึบกว่า รวมทั้งมีหนวดยาวกว่า ในประเทศไทย อาศัยอยู่เฉพาะป่าพรุโต๊ะแดงในจังหวัดนราธิวาสแค่นั้น ในต่างประเทศพบตามพรุคาบสมุทรมลายู โดยมีอุปนิสัยรวมทั้งพฤติกรรมคล้ายกับปลาก้างพระร่วง จึงได้มีอีกชื่อเรียกชื่อหนึ่งว่า “ปลาก้างพระร่วงป่าพรุ”

 

นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกชนิดหนึ่ง

ปลาซ่า

ปลาซ่า เป็นชื่อสามัญของปลานํ้าจืดหลายสกุลในสกุลปลาตะเพียน (Cyprinidae) ได้แก่ สกุลปลาสร้อยนกเขา (Osteochilus), สกุลปลาสร้อยลูกนุ่น (Labiobarbus) ฯลฯ บางจำพวกมีจุดสีดำบนเกล็ดข้างตัวจนเห็นเป็นลาย 6–10 เส้น ที่โคนหางมีจุดสีดำ ขนาดยาวได้ถึง 30 ซม.

 

ปลาในสกุลดังกล่าวมีพฤติกรรมชอบรวมตัวกันเป็นฝูง เมื่อตกใจจะกระโดดขึ้นเหนือน้ำพร้อมๆกันจนเกิดเสียงดังซ่า จึงเป็นที่มาของชื่อเรียก “ปลาซ่า

 

ปลาสร้อยนกเขา

ปลาสร้อยนกเขา (อังกฤษ: hard-lipped barb, lipped barb, nilem carp, orange shark; ชื่อวิทยาศาสตร์: Osteochilus vittatus) เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในตระกูลปลาตะเพียน (Cyprinidae)

 

มีลำตัวค่อนข้างแบน ปากเล็ก มีหนวด 2 คู่คือที่บริเวณ ขากรรไกรบน และใต้คางอย่างละ 1 คู่ บริเวณท้องมีสีเขียวสด ด้านล่างสีขาวนวล ใต้ท้องสีขาว มีจุดสีดำบนเกล็ดต่อเนื่องกันจนดูเป็นลายสีดำ 6-8 ลายด้านข้างลำตัว ครีบท้อง ครีบก้น และครีบท้องเป็นสีแดง ครีบอกมีลายเป็นสีเขียวอ่อน ที่โคนครีบหางมีจุดสีดำขนาดใหญ่เห็นได้ชัดเจน จัดเป็นปลาที่มีความสวยงามชนิดหนึ่ง

 

มีความยาวเต็มที่ประมาณ 30 ซม. เป็นปลาที่อาศัยอยู่รวมตัวกันเป็นฝูงในแหล่งน้ำทุกภาคของประเทศไทยและยังพบได้ในหลายประเทศในภูมิภาคอินโดจีนอีกด้วย และเจอไปจนถึงแหลมมลายูและเกาะต่างๆในประเทศอินโดนีเซีย กินอาหารจำพวกสาหร่ายและตะไคร่น้ำใต้พื้นน้ำ จัดเป็นปลาที่หาได้ง่าย และนิยมจับมาบริโภคกัน โดยชอบจับได้ทีละครั้งละมากๆ

 

นอกจากนี้แล้วยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีก โดยยังมีชื่อเรียกอื่นๆอีก เช่น “ขี้ขม”, “ซ่า”, “นกเขา” หรือ “ขาวอีไท” ในภาษาเหนือ ฯลฯ

ปลาสร้อยลูกกล้วย หรือ ปลามะลิเลื้อย (ชื่อวิทยาศาสตร์: Labiobarbus siamensis)เป็นปลาน้ำจืดชนิดหนึ่งในสกุลปลาสร้อยลูกนุ่น (Labiobarbus) ในตระกูลปลาตะเพียน (Cyprinidae)

ถิ่นที่อยู่

ปลาสร้อยลูกกล้วยมีถิ่นกำเนิดและอาศัยในไทย (พบได้ทั่วทุกภาค โดยเฉพาะในแม่น้ำสายหลักและสาขาในลุ่มน้ำเจ้าพระยา ลุ่มน้ำบางปะกง และลุ่มน้ำโขง)ลาว (เช่นในแถบที่ลุ่มโขง แถบที่ลุ่มเซบั้งไฟ แล้วก็ที่ลุ่มเทิน); กัมพูชา (ได้แก่ที่ทะเลสาบเขมรและแม่น้ำโขงที่จังหวัดสตึงแตรง) และภาคใต้ของเวียดนาม นอกจากนี้ยังมีรายงานการพบเห็นที่บริเวณเขื่อนเจินเดอโระฮ์ในเมืองเปรักทางภาคเหนือของมาเลเซียตะวันตก แต่ยังไม่ได้รับการยืนยัน

 

ลักษณะ

ปลาสร้อยลูกกล้วยมีขนาดยาวประมาณ 10–18 ซม. ลำตัวเพรียวยาว หัวเล็ก หางคอด และปากเล็ก มีหนวดที่มุมปาก 2 คู่ ยาวเลยขอบหลังตา ต่างจากปลาสร้อยลูกนุ่นหรือปลาหลาวทอง (L. leptocheilus) ซึ่งมีหนวดมุมปากสั้นกว่า ไม่ถึงขอบหลังตา ลำตัวสีเงินวาว เกล็ดเล็ก มีแถบสีคล้ำ 5–6 แถบ พาดไปตามความยาวของลำตัว เกล็ดใต้ท้องสีขาวนวล ครีบสีจางหรือเหลืองอ่อน ครีบหลังเป็นแผงยาวถึงโคนหาง ครีบหางเว้าลึก สีเหลืองออกแดงเรื่อๆบางตัวมีแต้มจุดที่หลังครีบอกรวมทั้งโคนหาง

 

พฤติกรรม

ปลาสร้อยลูกกล้วยอาศัยอยู่ทั้งในแหล่งนํ้านิ่งและแหล่งนํ้าไหล ไม่ว่าจะเป็นหนองบึงหรือแม่น้ำลำธารก็ตาม เป็นปลาที่มีชอบอยู่รวมกันเป็นฝูงประมาณ 10–20 ตัวหรือมากกว่านั้น และก็พบมากรวมกับปลาสร้อยจำพวกอื่นๆโดยจะอยู่รอบๆพื้นทรายหรือรอบๆน้ำตื้นใกล้ริมฝั่งที่มีกองไม้ ขอนไม้ ต้นหญ้า เพื่อหาอาหาร ซึ่งตัวอย่างเช่น สัตว์หน้าดินขนาดเล็กรวมทั้งพลิกก์ตอนชนิดพืช ตะไคร่ และก็ไรน้ำ

 

ในอดีต ปลาสร้อยลูกกล้วยมีอยู่อย่างชุกชุม เมื่อตกใจจะกระโดดขึ้นจากผิวน้ำพร้อมกันทำให้เกิดเสียงดังซ่า จึงมีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “ปลาซ่า” ซึ่งเป็นชื่อสามัญที่ใช้เรียกปนกับปลาสร้อยชนิดอื่นๆที่มีพฤติกรรมเหมือนกัน เช่น ปลาสร้อยนกเขา (O. vittatus) ในสกุลปลาสร้อยนกเขา (Osteochilus) ปลาสร้อยลูกนุ่น (L. leptocheilus), ปลาสร้อยลูกกล้วยลาย (L. lineatus) ในสกุลปลาสร้อยลูกนุ่น ฯลฯ นอกจากนี้ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังมีชื่อเรียกปลาสร้อยชนิดต่างๆในสกุลปลาสร้อยลูกนุ่นนี้ว่า “ปลาคุยลาม” ด้วย

 

การใช้ประโยชน์

ปลาสร้อยลูกกล้วยและปลาสร้อยชนิดอื่นๆเป็นที่นิยมบริโภคกันทั่วไป โดยนำมาประกอบอาหารได้หลากหลายวิธี เช่น ทอด ย่าง ต้มแกง เข้าเครื่องลาบ หรือแปรรูปเป็นปลาแห้ง ปลาส้ม ปลาแดก ฯลฯ ในอดีตครั้งยังพบชุกชุมมีการนำมาทำน้ำปลา นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาตู้เพราะมีความสวยงามและอดทน

ปลาหยะเค

ปลาหยะเค

ปลาหยะเค เป็นภาษากะเหรี่ยง ที่หมายถึงปลาน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Gagata dolichonema อยู่ในวงศ์ปลาแค้ (Sisoridae)

ลักษณะ

มีลักษณะลำตัวทรงกระบอก แบนข้างเล็กน้อย หัวทู่ ตาใหญ่ แต่ม่านตาเล็กคล้ายตางู ปากเล็ก มีหนวด 4 คู่ ครีบหลังยกสูง ครีบไขมันเล็ก ครีบหางเว้าลึก ลำตัวมีสีสันสดใสสวยงาม โดยมีสีฟ้า สีขาว เหลือบเหลืองทองหรือเขียวสลับกันไปทั้งตัวและมีแต้มสีคล้ำ ท้องสีจาง ครีบใส ครีบไขมันมีขอบสีคล้ำ ครีบหางมีแถบสีคล้ำ เป็นปลาขนาดเล็ก ลำตัวกว้างประมาณ 5 เซนติเมตร ยาวประมาณ 10 เซนติเมตร ขนาดใหญ่สุด 13 เซนติเมตร

พฤติกรรมของปลาหยะเคและที่อยู่อาศัย

ปลาหยะเค กินอาหารได้แก่ ไส้เดือนน้ำ, แมลงน้ำขนาดเล็ก, ตะไคร่น้ำ โดยมีพฤติกรรมอยู่ในบริเวณใกล้พื้นท้องน้ำ พบอาศัยอยู่ในน้ำไหลที่มีพื้นเป็นทรายหรือโคลนของลุ่มแม่น้ำสาละวินเท่านั้น ตั้งแต่มณฑลยูนนานในประเทศจีน เป็นปลาที่พบได้ทุกฤดูกาล ใช้บริโภคในพื้นที่ และเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ซึ่งนานครั้งจึงจะพบในขายในตลาดปลาสวยงาม และเป็นชนิดที่เลี้ยงยาก เพราะต้องอาศัยอยู่ในน้ำไหลแรงและสะอาดมีปริมาณอ็อกซิเจนละลายในน้ำสูงเหมือนปลาแค้ขี้หมู (Erethistes maesotensis)

 

ชื่อพื้นถิ่น

คำว่า “หยะเค” หรือ “หยะคุย” หรือ “ยะคุย” เป็นภาษาของชาวกะเหรี่ยง ใช้เรียกปลาในตระกูลปลาแค้โดยไม่แยกชนิด โดยที่คำว่า “หยะ” หรือ “ยะ” แปลว่า “ปลา”
ปลาเนื้ออ่อน (อังกฤษ: Sheatfish, ชื่อวิทยาศาสตร์: Siluridae) ในอันดับปลาหนัง (Siluriformes) รูปร่างเพรียวยาว ลำตัวแบนข้างมาก ใช้ชื่อวงศ์ว่า Siluridae (/ไซ-เลอร์-อิ-ดี้/)

ส่วนหัวมักแบนราบหรือแบนข้างในบางชนิด ปากกว้าง มีฟันซี่เล็กและแหลมขึ้นบนขากรรไกรและเป็นแผ่นบนเพดาน มีหนวด 2-3 คู่

ครีบก้นยาวมากกว่าครึ่งหนึ่งของความยาวลำตัว ไม่มีครีบไขมัน ครีบหลังเล็กมาก ไม่มีก้านครีบแข็งแหลมที่ครีบอกและครีบหลัง ครีบหางเว้าตื้นหรือเป็นแฉก ครีบอกมีขนาดใหญ่ ครีบท้องเล็ก เป็นปลากินเนื้อเป็นอาหาร ได้แก่ แมลงขนาดเล็ก, ปลาขนาดเล็ก, กุ้งฝอย และสัตว์หน้าดินต่าง ๆ วางไข่แบบจมติดกับวัสดุใต้น้ำ

กระจายพันธุ์ไกล พบตั้งแต่ยุโรป, เอเชียตอนบน, อินเดียไปจนถึงอินโดนีเชีย

เป็นปลาเศรษฐกิจสำคัญชนิดหนึ่งของประเทศในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น ประเทศไทย, กัมพูชา

เฉพาะที่พบในประเทศไทยมีราว 30 ชนิด ชนิดที่มีขนาดเล็กสุด เช่น ปลาก้างพระร่วง (Krytopterus vitreolus) ที่มีความยาวราว 6.5-8 เซนติเมตร นิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงาม ใหญ่ที่สุดคือ ปลาเวลส์ (Silurus glanis) พบในยุโรป ที่สามารถยาวได้ถึง 3 เมตร และหนักกว่า 113 กิโลกรัม และชนิดใหญ่ที่สุดที่พบในประเทศไทยคือ ปลาค้าวขาว (Wallago attu) ใหญ่ได้ถึง 2 เมตร

ตัวอย่างปลาในวงศ์ปลาเนื้ออ่อน เช่น

1.ปลาก้างพระร่วง
2.ปลาขาไก่
3.ปลาคางเบือน
4.ปลาค้าวขาว
5.ปลาชะโอน
6.ปลาชะโอนหิน
7.ปลาดังแดง
8.ปลาแดง
9.ปลาน้ำเงิน
10.ปลาสายยู

วงศ์ปลาเนื้ออ่อน

ช่วงเวลาที่มีชีวิตอยู่: ไมโอซีน-ปัจจุบัน ปลาก้างพระร่วง (Kryptopterus vitreolus)
การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์

อาณาจักร: Animalia
ไฟลัม: Chordata
ชั้น: Actinopterygii
อันดับ: Siluriformes
วงศ์: Siluridae
Cuvier, 1816
สกุล

ปลาหัวตะกั่ว

ปลาหัวตะกั่ว ปลาหัวตะกั่วทองคำ

ปลาหัวตะกั่ว หรือ ปลาหัวเงิน หรือ ปลาหัวงอน (อังกฤษ: Blue panchax, Whitespot panchax) เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aplocheilus panchax อยู่ในตระกูลปลาหัวตะกั่ว (Aplocheilidae)

มีลักษณะทั่วไปคล้ายกับปลาในตระกูลปลาซิวข้าวสาร (Adrianichthyidae) ซึ่งเป็นปลาต่างตระกูลกัน มีลำตัวกลมยาว หัวโตกว้าง มองด้านข้างเห็นปลายแหลม สันหัวแบน ปากซึ่งอยู่ปลายสุดเชิดขึ้น ตาโต และอยู่ชิดแนวสันหัว เกล็ดใหญ่ ครีบต่างๆมีขอบกลม ครีบข้างหลังมีขนาดเล็กอยู่ใกล้ครีบหาง พื้นลำตัวมีสีเทาอมเหลือง ครีบต่างๆสีออกเหลือง โคนครีบหลังสีดำ มีจุดเด่นหมายถึงมีจุดกลมสีเงินเหมือนสีของตะกั่วขนาดใหญ่โดดเด่นอยู่บนสันหัวระหว่างนัยน์ตา อันเป็นที่มาของชื่อเรียก

มีขนาดยาวประมาณ 8 เซนติเมตร แต่มีขนาดโดยเฉลี่ยราว 3-6 เซนติเมตร พบกระจายจำพวกทั่วๆไปในแหล่งน้ำจืดและน้ำกร่อยตั้งแต่อนุทวีปประเทศอินเดียและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้จนถึงอินโดนีเซีย สำหรับในประเทศไทยพบกระจายอยู่ทุกภาค จัดเป็นปลาที่หาได้ง่าย และก็เป็นเพียงชนิดเดียวเท่านั้นในตระกูลนี้ที่พบได้ในประเทศ

มีพฤติกรรมอยู่รวมกันเป็นฝูง กินตัวอ่อนของแมลงน้ำ เช่น ลูกน้ำและแพลงก์ตอนสัตว์เป็นอาหาร ตัวผู้มีขนาดตัวที่ใหญ่กว่าตัวเมีย ครีบใหญ่กว่าและสีสันต่างๆก็สดกว่า และมีนิสัยก้าวร้าวชอบกัดกันเองในฝูง ผู้คนในสมัยก่อนจึงนักนิยมจับมาเลี้ยงดูเพื่อการกัดกันเป็นการพนันเสมือนปลากัดหรือปลาเข็ม

หลวงมัศยจิตรการและโชติ สุวัตถิ ได้กล่าวถึงปลาหัวตะกั่วเมื่อปี พุทธศักราช 2503 ไว้ว่า

ปลาประเภทนี้รู้จักกันในชื่อ หัวตะกั่ว มากยิ่งกว่าชื่ออื่น แม้ว่าจะมีชื่อ หัวเงิน แล้วก็ หัวงอน ก็ตาม เป็นปลาขนาดเล็ก ถูกใจอยู่ตามผิวน้ำ ซึ่งอาจจะแลเห็นจุดขาวตะกั่วบนหัวได้เสมอ เนื่องด้วยปลาประเภทนี้ชอบกินลูกน้ำ ก็เลยนับว่าทำประโยชน์ให้แก่มนุษย์อย่างหนึ่ง

ปลาหัวตะกั่วมีชื่อเรียกในภาษาใต้ว่า “หัวกั่ว” ปัจจุบันมีการเพาะขยายพันธุ์กันเป็นปลาสวยงาม

 

ปลาหัวตะกั่วทองคำ

ปลาหัวตะกั่วทองคำ หรือชื่อที่เรียกในวงการปลาสวยงามว่า ปลามังกรน้อย (อังกฤษ: Striped panchax, Golden wonder killifish, Malabar killi) เป็นปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดขนาดเล็กชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Aplocheilus lineatus อยู่ในสกุลปลาหัวตะกั่ว หรือ ตระกูลปลาคิลลี่ (Aplocheilidae)

มีรูปร่างทั่วไปคล้ายกับปลาหัวตะกั่ว (A. panchax) ซึ่งอยู่ในสกุลเดียวกัน ซึ่งพบในภูมิภาคทวีปเอเชียทิศตะวันออกเฉียงใต้ แต่สำหรับปลาหัวตะกั่วทองคำนั้นจะพบในตอนใต้ของประเทศอินเดีย และศรีลังกา

มีขนาดความยาวเต็มกำลังโดยประมาณ 10 เซนติเมตร จัดเป็นปลาประเภทหนึ่งในเครือญาตินี้ที่มีขนาดใหญ่ เพศผู้มีครีบที่แหลมยาวคล้ายหอกกว่าตัวเมีย และมีแถบสีแดงและดำบริเวณครีบ ซึ่งตัวเมียไม่มี

เป็นปลาที่มีสีสันสวยงามมากชนิดหนึ่ง โดยจะมีสีเหลืองทองสว่างไสวไปทั่วทั้งตัว อันเป็นที่มาของชื่อเรียก ขณะที่บางตัวที่มีสีซีดจะเป็นสีเขียวหรือขาวจางๆ

เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยงาม โดยเฉพาะในตู้ไม้น้ำ หรือเลี้ยงเดี่ยวๆซึ่งสามารถเพาะขยายพันธุ์ในที่เลี้ยงได้แล้ว โดยเป็นปลาที่ออกไข่แพร่พันธุ์ง่าย ปลาจะวางไข่ติดกับไม้น้ำ ไข่จะมีเส้นใยพันอยู่รอบ ใช้เวลาฟักเป็นตัวราว 12-14 วัน ปลาแก่ยืนยาวได้ถึง 4 ปี โดยมีตอนเว้นระยะการวางไข่ราว 2 อาทิตย์

ปลาคู้ ปลาคู้ดำ

ปลาคู้ หรือ ปลาเปคู (โปรตุเกส: Pacu ปากู) หรือที่นิยมเรียกกันในเชิงการเกษตรว่า ปลาจะละเม็ดน้ำจืด เป็นชื่อสามัญที่เรียกปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดจำพวกหนึ่งในตระกูลปลาติดอยู่ราซิน (Characidae) ในตระกูลย่อย Serrasalminae หรือตระกูลย่อยของปลาปิรันยา

 

ปลาคู้มีรูปร่างโดยรวมคล้ายกับปลาปิรันยาซึ่งอยู่ในตระกูลย่อยเดียวกัน หากแต่อยู่ต่างสกุลกัน โดยปลาคู้นั้นจะมีรูปร่างที่ใหญ่โตกว่าปลาปิรันยามาก โดยอาจยาวได้ถึง 80-110 ซม. และอาจหนักได้เกือบ 40 กิโล รวมทั้งมีพฤติกรรมที่ไม่เหมือนกันหมายถึงปลาคู้จะกินได้อีกทั้งพืชและสัตว์ โดยบางครั้งอาจจะขึ้นไปบนผิวน้ำเพื่อรอกินผลไม้หรือลูกไม้ที่ร่วงหล่นจากต้นได้เลย ขณะที่ปลาปิรันยาจะกินแต่เนื้อเพียงอย่างเดียว

อีกประการหนึ่งที่แตกต่างกัน คือ ฟันแล้วก็กรามของปลาคู้แม้จะแข็งแรงและแหลมคม แต่ว่าก็ไม่เป็นซี่แหลมเหมือนปลาปิรันยา และกรามล่างจะไม่ยื่นยาวออกมาจนเห็นได้ชัด

 

ปลาคู้มักอาศัยอยู่รวมกันเป็นฝูง กระจายพันธุ์ในลุ่มแม่น้ำขนาดใหญ่ในทวีปอเมริกาใต้เป็นต้นว่า อเมซอน, โอรีโนโก ฯลฯ

ปลาที่ได้ชื่อว่าเป็น ปลาคู้ จะเป็นปลาที่อยู่ในสกุล Acnodon, Colossoma, Metynnis, Mylesinus, Mylossoma, Ossubtus, Piaractus, Tometes และUtiaritichthys

 

เป็นปลาที่นิยมเลี้ยงกันเป็นปลาเศรษฐกิจในหลายส่วนของโลก4รวมทั้งในประเทศไทยด้วย เนื่องจากเป็นปลาที่โตได้เร็วมาก กินเก่ง กินอาหารได้ไม่เลือก อีกทั้งยังพบว่าเป็นปลาที่ช่วยสำหรับเพื่อการกำจัดหอยเชอรี่อันเป็นศัตรูข้าวที่สำคัญได้อีกด้วย5 ประกอบกับเนื้อมีรสชาติอร่อยสามารถปรุงเป็นของกินได้มากมาย ทั้งยังนิยมตกกันเป็นเกมกีฬาด้วย แม้กระนั้นด้วยความแพร่หลายนี้ ทำให้กลายเป็นปัญหาของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในบางพื้นที่

 

สำหรับในประเทศไทย ชนิดของปลาคู้ที่นำเข้ามาและนิยมเลี้ยงกันอย่างแพร่หลาย คือ ปลาคู้แดง (Piaractus brachypomus) แล้วก็ปลาคู้ดำ (Colossoma macropomum) ซึ่งเป็นชนิดที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งทั้งสองชนิดนี้ยังนิยมเลี้ยงกันเป็นปลาสวยด้วย

 

ปลาคู้ แม้จะได้ชื่อว่าไม่เป็นปลาอันตรายต่อมนุษย์เท่ากับปลาปิรันยา แต่ที่ปาปัวนิวกินีรวมทั้งสหรัฐอเมริกา กลับมีปลาคู้ที่มีพฤติกรรมกัดอัณฑะของผู้ที่ตกปลาหรือลงไปว่ายน้ำในแม่น้ำถึงขั้นเสียชีวิตมาแล้ว

ปลาคู้ดำ (Colossoma macropomum)

ปลาคู้แดง (Piaractus brachypomus)

การจำแนกชั้นทางด้านวิทยาศาสตร์

  • อาณาจักร: Animalia
  • ไฟลัม: Chordata
  • ชั้น: Actinopterygii
  • ชั้น: Characiformes
  • ตระกูล: Characidae
  • ตระกูลย่อย: Serrasalminae
  • สกุล

 

ปลาคู้ดำ หรือ ปลาเปคูดำ (อังกฤษ: Blackfin pacu, Black pacu) ปลาที่อาศัยอยู่ในน้ำจืดชนิดหนึ่ง มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Colossoma macropomum อยู่ในตระกูลCharacidae ตระกูลย่อยSerrasalminae มีรูปร่างทั่วๆไปเหมือนปลาปิรันยา ซึ่งเป็นปลาที่อยู่ในตระกูลเดียวกัน แม้แต่ว่าปลาคู้ดำจะมีส่วนเว้าของหน้าผากเว้าเข้ามากกว่า โคนหางจะคอดเล็ก ฟันข้างในปากมีสภาพเป็นหน้าตัดคล้ายฟันมนุษย์ไม่แหลมคม เมื่อเทียบกับส่วนของลำตัว ลำตัวแล้วก็ปลายหางจะมีสีเงินผสมดำ แล้วก็เมื่อปลาโตเพิ่มขึ้นในส่วนของสีดำนี้ก็จะเห็นกระจ่างขึ้นด้วย

 

มีขนาดโตเต็มกำลังได้ถึง 1 เมตร หนักได้ถึง 40 โล มีบ้านเกิดในทวีปอเมริกาใต้ในบริเวณลุ่มน้ำอเมซอนและแม่น้ำโอริโนโคซึ่งเป็นแม่น้ำสาขา มีพฤติกรรมชอบอาศัยอยู่รวมเป็นฝูง กินได้ทั้งพืชและสัตว์ ซึ่งแตกต่างไปจากปลาปิรันยาที่จะกินเพียงสัตว์อย่างเดียว และยังสามารถกินเมล็ดพืชที่ตกลงน้ำได้อีกด้วย โดยมักไปรอกินบริเวณผิวน้ำ

 

ปลาคู้ดำ จัดเป็นปลาที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในวงศ์ย่อย Serrasalminae อันเป็นสกุลย่อยเดียวกับปลาปิรันยา แม้กระนั้นไม่มีนิสัยดุร้ายเท่า มีชื่อเป็นภาษาพื้นเมืองเรียกว่า Tambaqui หรือ Cachama หรือ Gamitana และเป็นปลาเพียงชนิดเดียวด้วยที่อยู่ในสกุล Colossoma1

 

เป็นปลาที่นิยมบริโภคกันในท้องถิ่น สามารถนำไปปรุงเป็นอาหารได้หลากหลาย เช่นเดียวกับปลาปิรันยาชนิดอื่นๆสำหรับในประเทศไทย ปลาคู้ดำได้เข้ามาสู่ประเทศไทยในฐานะเป็นปลาเศรษฐกิจที่กรมประมงส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยง โดยมีชื่อเรียกกันในวงการเกษตรว่า “ปลาจะละเม็ดน้ำจืด” เช่นเดียวกับ ปลาคู้แดง (Piaractus brachypomus) ด้วย

 

นอกจากนี้ยังนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามอีกด้วย ซึ่งจากการนิยมเลี้ยงเป็นปลาสวยงามนี้ เมื่อปลาโตขึ้นผู้เลี้ยงไม่สามารถเลี้ยงต่อไปได้ไหว จึงนิยมนำไปปล่อยตามแหล่งน้ำธรรมชาติต่างๆทำให้ในปัจจุบัน มีปลาคู้ดำในแหล่งน้ำธรรมชาติตามที่ต่างๆทั่วประเทศ เป็นต้นว่า เขื่อนศรีนครินทร์ ฯลฯ จัดเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมในจำพวกชนิดพันธุ์ต่างถิ่นอีกชนิดหนึ่ง